CGSI ชู KBANK-SCB เด่นสุดกลุ่มแบงก์ รับอานิสงส์รุกธุรกิจ “เวลธ์”

CGSI มองกลุ่มธนาคารพาณิชย์เบนเข็มรุกธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) รับมือสินเชื่อชะลอตัว ชู KBANK และ SCB เป็น Top Pick ชี้ได้เปรียบด้านดิจิทัลและฐานลูกค้า หนุนรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตแกร่ง


ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มสินเชื่อที่มีโอกาสเติบโตชะลอตัวในช่วงปี 2569-2571 และภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยหันมามุ่งเน้นเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มเติม โดยพบว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจดังกล่าวของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568

ทั้งนี้ SCB และ KBANK ถือเป็นธนาคารที่มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ต่อรายได้จากการดำเนินงานรวมสูงที่สุดที่ระดับ 5.8% และ 5.5% ตามลำดับในปี 2568 ส่งผลให้กำไรสุทธิของทั้งสองธนาคารจะมีความอ่อนไหวต่อการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมมากที่สุดในช่วงปี 2569-2571

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มธนาคารในภูมิภาคอาเซียน พบว่าธนาคารดีบีเอส (DBS) มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ต่อรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสูงที่สุดถึง 57.5% ในปี 2568 และรายได้จากธุรกิจดังกล่าวยังเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 14.3% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2560-2568 ในขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่งของไทย มีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth คิดเป็นสัดส่วนเพียง 13-19% ของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจดังกล่าวยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนต่ำและไม่ต้องตั้งสำรองสูง

นอกจากนี้ จากข้อมูลยอดเงินฝากของสถาบันการเงินตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทางฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 มีลูกค้ากลุ่ม Wealth จำนวน 517,674 ราย และมีสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ในเงินฝากประเภทออมทรัพย์และเงินฝากประจำมูลค่ารวม 1.02 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มลูกค้ารายได้สูง (Mass Affluent) ที่มียอดเงินฝากตั้งแต่ 1-10 ล้านบาท มีสัดส่วน 34.4% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ ส่วนลูกค้ามั่งคั่งสูง (High-Net-Worth) ที่มียอดเงินฝากตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วน 36.5% ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ KTB มีศักยภาพที่จะขยายธุรกิจ Wealth ได้มากที่สุด แต่ธนาคารจำเป็นต้องบูรณาการธุรกิจดังกล่าวเข้ากับกลยุทธ์หลัก รวมถึงปรับปรุงผลิตภัณฑ์และเพิ่มขีดความสามารถของทีมผู้จัดการความสัมพันธ์ (RM)

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เชื่อมั่นว่า KBANK และ SCB อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบมากที่สุดสำหรับการให้บริการด้าน Wealth เนื่องจากมีความพร้อมทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัล การแบ่งกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation) และการทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalisation) ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับลูกค้ากลุ่ม Mass Affluent นอกจากนี้ ทั้งสองธนาคารยังมีบริการไพรเวทแบงก์กิ้ง (Private Banking) ซึ่งมีทีม RM พร้อมให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งระดับสูงมาก (Ultra-High-Net-Worth) โดยข้อได้เปรียบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นผ่านเป้าหมายอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมของ KBANK และ SCB ที่ระดับ 5-9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของ BBL และ KTB ที่ระดับ 2-4% ในปี 2569

อย่างไรก็ตาม CGSI ยังคงคำแนะนำ “คงน้ำหนักการลงทุน” (Neutral) สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย เนื่องจากคาดว่าสินเชื่อจะเติบโตชะลอตัวในช่วงปี 2569-2571 แต่กลุ่มธนาคารยังคงมีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงราว 6.5% ในปี 2569 ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารอาจมีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) หากคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวลดลงและ ธปท. มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ขณะที่ปัจจัยบวก (Upside Risk) จะมาจากการลดต้นทุน การเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่

Back to top button