SCB CIO แนะกลยุทธ์ Q2 ลุยหุ้นคุณภาพ-AI รับมือดอกเบี้ยสูง

SCB CIO ร่วมกับ BlackRock ประเมินเศรษฐกิจโลกไตรมาส 2/69 เผชิญความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์และดอกเบี้ยสูง แนะกลยุทธ์จัดพอร์ตเน้นตราสารหนี้คุณภาพดี หุ้นพื้นฐานแกร่ง และเกาะติดธีมโครงสร้างพื้นฐาน AI


นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยประเมินว่าในไตรมาส 2 ปี 2569 เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะช็อกด้านอุปทานและต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจเติบโตไม่เท่ากัน โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตอย่างยืดหยุ่นด้วยแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานค่อนข้างจำกัด ส่วนเศรษฐกิจยุโรปเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น ทางด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น แม้จะได้แรงหนุนจากเงินเฟ้อและการปฏิรูปบรรษัทภิบาล แต่ในระยะสั้นอาจถูกกดดันด้าน GDP และกำไรจากต้นทุนนำเข้าพลังงานหากสงครามยืดเยื้อ ขณะที่เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นในเอเชีย เพราะกระจายความเสี่ยงผ่านพลังงานหมุนเวียนได้ดี แต่อุปสงค์ในประเทศยังคงซบเซา

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลก ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะผลักดันให้เงินเฟ้อโลกทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะเข้ามาจำกัดพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการดำเนินนโยบายที่อิงจากข้อมูลเป็นหลัก (Data-dependent) โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง นักลงทุนจึงควรเตรียมรับมือกับภาวะการเงินที่ยังตึงตัวและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีผลต่อการลงทุนยังคงต้องจับตา ได้แก่ 1. ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง 2. ความเสี่ยงจาก AI disruption ที่อาจสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรในกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานสูงและกลุ่มซอฟต์แวร์ ควบคู่กับความท้าทายเรื่องคอขวดของโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและพลังงาน และ 3. ความเสี่ยงจากความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ จากการขาดดุลเรื้อรังและภาระหนี้ภาครัฐ ทำให้นักลงทุนเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยง (Term premium) สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ระยะยาวเพิ่มขึ้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลยุทธ์ลงทุนในตราสารหนี้ ควรเน้นพิจารณาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับและคัดเลือกตราสารหนี้อย่างระมัดระวัง โดยควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มซอฟต์แวร์ที่ถูก AI กดดัน และระวังความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ในตราสารหนี้อันดับความน่าเชื่อถือระดับ B ที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง

ส่วนกลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวม แนะนำให้เน้นคัดเลือกหุ้นเชิงรุกในกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง (Quality) ควบคู่กับการมองหาโอกาสในธีม AI ที่ขยายสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเฮลธ์แคร์ แต่ควรระมัดระวังหุ้นขนาดเล็กที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน โดยเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดมั่นคง และมีอำนาจในการกำหนดราคา ขณะที่ธีม AI ปัจจุบันโอกาสเปิดกว้างไปยังธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น พลังงาน ระบบทำความเย็น และขยายสู่กลุ่มเฮลธ์แคร์ นอกจากนี้ แนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับแรงหนุนเชิงนโยบาย และตลาดหุ้นบราซิลที่มีความน่าสนใจจากระดับมูลค่า (Valuation) ที่ค่อนข้างถูกและได้ปัจจัยหนุนจากการลดดอกเบี้ย

ด้านธีมการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับ Mega Forces เช่น พลังงานทดแทน และระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด (Electro-Tech) ครอบคลุมตั้งแต่ระบบกักเก็บพลังงาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง มอเตอร์ไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า และทองแดง ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยประเมินว่าจีนมีภูมิคุ้มกันต่อภาวะช็อกด้านพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จนอาจก้าวเป็นประเทศแรกของโลกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด

สำหรับการจัดพอร์ตหลัก (Core Portfolio) SCB แนะนำให้ทยอยลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ เน้นพันธบัตรและหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) ระยะสั้นของสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการลงทุนในกองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) โดยเฉพาะ REITs สิงคโปร์ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง และ REITs ไทยที่มีมูลค่าน่าสนใจและปันผลสูงถึงราว 8% ส่วนการสร้างโอกาสเติบโต แนะนำลงทุนผ่านกองทุนรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (แบบเลือกลงทุน), ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ได้แรงหนุนจากชิปหน่วยความจำ รวมถึงลงทุนในทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง

ขณะที่พอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง แนะนำลงทุนกองทุนรวมในธีมที่โดดเด่น อาทิ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้อานิสงส์จาก AI, หุ้นกลุ่มพลังงานยั่งยืนที่มีมูลค่าถูกกว่าเทคโนโลยีและปันผลสูง, หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกที่มีแนวโน้มกำไรโดดเด่น รวมถึงหุ้นตลาดเกิดใหม่ไม่รวมจีน ซึ่งมีมุมมองบวกต่อเกาหลีใต้ ไต้หวัน และบราซิล

 

Back to top button