
PCE เปิดงบ Q1 รายได้ 5.21 พันลบ. กำไรขั้นต้นพุ่ง ผลิตภัณฑ์หลัก-ไบโอดีเซลหนุน
PCE โชว์รายได้ Q1/69 แตะ 5.2 พันลบ. รับยอดขายผลิตภัณฑ์ปาล์ม-ไบโอดีเซลโตต่อเนื่อง ดัน GPM ขยับแตะ 4.3% เดินหน้าแผน JUMP+ ปักธงกำไรปี 71 แตะ 750-800 ล้านบาท
นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 ภาพรวมอุตสาหกรรมผลผลิตปาล์มสดและปริมาณน้ำมันปาล์มดิบในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสภาพอากาศที่เหมาะสมช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ระดับน้ำมันปาล์มดิบคงคลังของประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความต้องการจากภาคพลังงานก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากภาครัฐปรับใช้ไบโอดีเซล B7 ในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และให้ B20 เป็นทางเลือก
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 5,206 ล้านบาท โดยรายได้จากน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เติบโตต่อเนื่อง 7.8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (RBDOL) มีรายได้เติบโต 25.0% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ
ขณะที่ มีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่จำนวน 6.7 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากรายการทางบัญชีที่ส่งผลต่อผลประกอบการในระยะสั้น โดยบริษัทรับรู้การเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนของสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ส่งผลต่อกำไรสุทธิในงวด ซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด และไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานหลักของบริษัทฯ โดยตรง ผลการดำเนินงานหลักของบริษัทฯ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งรายการไม่ปกตินี้ จะทยอยลดลงในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 หลังจากมีการส่งออกและรับเงินค่าสินค้าแล้ว
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้น จำนวน 223.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ระดับ 4.3% ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ระดับ 2.3% การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นสะท้อนการบริหารต้นทุนและส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นในบางกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ
“ในไตรมาสแรกของปีนี้ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันปาล์มจากสงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภาวะเศรษฐกิจโลก และอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในระยะกลางถึงยาว บริษัทฯ ยังคงมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้แผนตามโครงการ JUMP+ โดยเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการขยายรายได้จากผลิตภัณฑ์หลัก โดยมีการตั้งเป้าหมายให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 750–800 ล้านบาทภายในปี 2571”
นอกจากนี้ แผนการดำเนินงานด้าน ESG ไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ทั้งการสนับสนุนเกษตรกร การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการดูแลชุมชนโดยรอบ แนวทางดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

