BGRIM โชว์กำไรไตรมาส 1 โต 10% แตะ 721 ล้าน รับรายได้ขายไฟพุ่ง

BGRIM โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 แตะ 721 ล้านบาท เติบโต 10% รับอานิสงส์ยอดขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนพุ่ง พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ มุ่งสู่เป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2573


ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการขายไฟฟ้ารวม 3,763 กิกะวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์

รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว อย่างไรก็ตาม รายได้รวมปรับตัวลดลง 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 12,726 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากราคาขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และราคาขายไอน้ำที่ลดลงตามทิศทางต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งปริมาณการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Malacha ในสหรัฐอเมริกา (กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์) ลดลง

ทั้งนี้ BGRIM ได้รับการชดเชยบางส่วนจากรายได้การให้บริการพัฒนาโครงการที่สูงขึ้น รวมถึงการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ARECO (กำลังการผลิต 65 เมกะวัตต์) ในฟิลิปปินส์ ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568

สำหรับกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 3,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงและรายได้จากการให้บริการพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายในการขาย การบริหาร และค่าใช้จ่ายทั่วไป (SG&A) ที่สูงขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ลดลง ทางด้านกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 507 ล้านบาท ลดลง 32.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจัยข้างต้น

ประกอบกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงลดลงและค่าใช้จ่ายภาษีที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ของ BGRIM ทำได้ 721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากรายการที่ไม่กระทบกระแสเงินสดและผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ช่วงไตรมาส 1/2569 BGRIM ประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อระบบกับลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ในกลุ่มเหล็ก รวม 18 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทย่อยต่างๆ ได้เดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคม BGP Holding (US) LLC ได้เข้าถือหุ้น 25% ใน New England Reliable Hydropower Holdings LLC ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 26 แห่งในสหรัฐฯ (กำลังการผลิตรวม 406 เมกะวัตต์) และระบบกักเก็บพลังงาน (8 เมกะวัตต์) ขณะที่บริษัท ซีเอ็มที เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ได้เริ่ม COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ CMT1 ขนาด 10 เมกะวัตต์

โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ระยะเวลา 25 ปี ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ บริษัท B.Grimm Power Tiara Sdn. Bhd. ได้ร่วมทุน 49% กับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (กำลังการผลิตสูงสุด 1,500 เมกะวัตต์) ในประเทศมาเลเซีย และในเดือนมีนาคม บริษัท B.Grimm LNG Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ BGRIM ถือหุ้นทั้งหมด ได้จัดตั้ง B.Grimm LNG Sdn. Bhd. เพื่อดำเนินธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในมาเลเซีย ล่าสุดในเดือนเมษายน B.Grimm Power Korea Limited ได้เข้าซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพของบริษัท Unison ในสัดส่วน 85% (มูลค่า 32,000 ล้านวอน) เพื่อเสริมความยืดหยุ่นทางกลยุทธ์และสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol ขนาด 364.8 เมกะวัตต์ ที่ BGRIM ถือหุ้นอยู่ 49%

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.5-2.5% โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าการส่งออกคาดว่าจะเติบโต 2% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 0.3-0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุล 2.4% ของ GDP ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้จากแรงหนุนของการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำ (โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และอัญมณี) และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่เติบโตผ่านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้การใช้จ่ายภาครัฐจะชะลอตัวลงก็ตาม

ส่วนเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2569 BGRIM วางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 5 ลำ เพื่อเข้าสู่ระบบ Pool Gas โดยคาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) จะอยู่ที่ 330-350 บาทต่อล้าน BTU ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าปี 2568 ที่ราคา 323 บาทต่อล้าน BTU พร้อมตั้งเป้าดึงลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่เข้าระบบเพิ่มอีก 50-60 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังเตรียม COD โครงการใหม่ๆ

ได้แก่ โครงการอินทรี บี.กริม (80 เมกะวัตต์), โครงการ Zhongce Rubber บนหลังคานิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง (35 เมกะวัตต์), โครงการ Nakwol 1 (365 เมกะวัตต์), โครงการ Huong Hoa 1 (48 เมกะวัตต์) และโครงการอื่นๆ อีกรวม 30 เมกะวัตต์ สำหรับเป้าหมายระยะยาว BGRIM มุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตแตะ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) ภายในปี 2593

Back to top button