OSP โชว์กำไร Q1 นิวไฮ 1.15 พันลบ. รับยอดขายพุ่ง-คุมต้นทุนเยี่ยม

OSP โชว์กำไรปกติไตรมาส 1/69 ทำนิวไฮแตะ 1,157 ล้านบาท รับอานิสงส์ยอดขายกลุ่มเครื่องดื่มพุ่ง-คุมต้นทุนผลิตเยี่ยม ดันอัตรากำไรขั้นต้นทะลุ 42.5% มั่นใจรายได้ปีนี้เข้าเป้า แบรนด์สินค้าหลักยังครองเบอร์ 1


นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตในธุรกิจหลักได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหลักมาจากการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการรวมศูนย์การผลิตไว้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์ ส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนโดยรวมในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการทำกิจกรรมการตลาดและการส่งเสริมการค้าที่เหมาะสม โดยเน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน

สำหรับรายละเอียดผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 OSP มีรายได้รวมอยู่ที่ 6,345 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (เมื่อเปรียบเทียบกับปีฐานที่ปรับปรุงด้วยอัตราแลกเปลี่ยนตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับปีปัจจุบัน) โดยได้รับแรงผลักดันสำคัญจากรายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศที่เติบโตถึง 11.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 14.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการรุกตลาดพรีเมียม (Premiumization) ผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ อาทิ เอ็ม-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม ราคา 12 บาท รวมถึงการตอบรับที่ดีของกลุ่มเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพอย่าง ลิโพวิตัน-ดี น้ำตาล 0% และกลยุทธ์การเพิ่มปริมาณจาก 100 มิลลิลิตร เป็น 150 มิลลิลิตร ในราคา 15 บาท เพื่อมอบความคุ้มค่า (Value for Money) และปริมาณที่จุใจมากขึ้นให้กับผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน OSP สามารถสร้างสถิติอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ได้สูงถึง 42.5% และมีกำไรปกติพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,157 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูง (Supply Chain Optimization) และจากการรวมศูนย์การผลิตที่ช่วยลดต้นทุนคงที่ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหาร (SG&A) ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 17.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 19.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ผ่านกลยุทธ์การตลาดที่เน้นผลลัพธ์ (ROI-driven) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ

ทั้งนี้ OSP ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด โดยครองอันดับ 1 ในกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังและกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ นำโดยแบรนด์ซี-วิท (C-vitt) และเปปทีน (Peptein) ทางด้านกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลมีอัตราการเติบโต 7.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบรนด์เบบี้มายด์ยังคงครองอันดับหนึ่งในกลุ่มสบู่เหลวสำหรับเด็ก สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ของบริษัท พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้าสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะแบรนด์ อัลตร้ามายด์ (Ultramild) ที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากการขยายฐานสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ (Adult Segment) อาทิ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับผู้ใหญ่ รวมถึงแชมพูสูตรอ่อนโยน ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีส่วนช่วยยกระดับอัตรากำไรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

นางสาวมุกดา กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์โลกที่มีความผันผวน แต่ด้วยความแข็งแกร่งของรากฐานภายในองค์กร การปรับตัวที่รวดเร็ว และศักยภาพของทีมงานที่ร่วมกันผลักดันกลยุทธ์ “Supply Resilience” เพื่อรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ผันผวนหรือการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยมีการล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า 3-6 เดือน พร้อมเดินหน้าปรับเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์ในเชิงรุก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ OSP มีความเชื่อมั่นว่าผลประกอบการในปี 2569 จะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และก้าวเดินเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

Back to top button