
“กรุงศรี” ชี้กลุ่มโรงไฟฟ้าขาขึ้น เลือก GULF-WHAUP ลุ้นกำไร Q2 โตเด่น
บล.กรุงศรี คงมุมมองเชิงบวกกลุ่มโรงไฟฟ้า คาดกำไรปกติปี 2569 โต 18% หนุนจาก COD พลังงานหมุนเวียนใหม่ Capacity Payment ตลาด PJM สหรัฐฯ และธุรกิจน้ำอุตสาหกรรมสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมชู GULF ราคาเป้าหมาย 74 บาท และ GPSC ราคาเป้าหมาย 48 บาท เป็นหุ้นเด่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์กลุ่มสาธารณูปโภคว่า ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยประเมินว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP จะเป็นหุ้นที่มีความโดดเด่นที่สุดในไตรมาส 2/2569 จากปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวที่ชัดเจน
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ระบุว่า กำไรปกติไตรมาส 1/2569 ของกลุ่ม Utilities อยู่ที่ 15,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่คาดไว้ประมาณ 4% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากผลประกอบการของ GULF, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC และ WHAUP ที่ออกมาดีกว่าคาด
สำหรับปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนกำไรของกลุ่มในไตรมาส 1/2569 มาจากส่วนแบ่งกำไรที่ดีขึ้นของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ในตลาด PJM อาทิ โรงไฟฟ้า Jackson ของ GULF รวมถึงโรงไฟฟ้า Carroll County และ Hamilton ของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG หลังอัตราค่าความพร้อมจ่าย หรือ Capacity Payment ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน กำไรจากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำยังเติบโตได้ดี จากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ทรงตัวในระดับสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยเฉพาะบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ที่กำไรเพิ่มขึ้น 84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW ที่กำไรเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ธีม EPC & Trading ในกลุ่มงานสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ายังมีทิศทางเติบโต โดยเฉพาะบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ที่กำไรเพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากเป็นช่วง High Season ของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 บล.กรุงศรี ประเมินว่า กำไรปกติของกลุ่มโรงไฟฟ้าจะยังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อาจลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดย GULF มีแนวโน้มเติบโตทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากการรับรู้เงินปันผลจาก KBANK กำไรจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ การทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD ของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ รวมถึงการกลับมารับรู้กำไรจากโครงการ Mekong Wind เพิ่มขึ้น หลังการเจรจากับภาครัฐเวียดนามมีความคืบหน้า
ด้าน WHAUP คาดว่าจะมีผลประกอบการโดดเด่นจากปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้าเช่นกัน โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ Capacity Charge ที่สูงขึ้นในครึ่งแรกของปี 2569 จากการส่งมอบระบบสาธารณูปโภคด้านน้ำอุตสาหกรรมให้แก่ลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้าในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม บล.กรุงศรี คาดว่ากำไรปกติของกลุ่มโรงไฟฟ้าในภาพรวมอาจลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เร่งตัวขึ้นในปี 2569 มาอยู่ในกรอบประมาณ 320-347 บาทต่อล้านบีทียู ส่งผลกดดันส่วนต่างกำไร หรือ Spark Spread ในระยะสั้น แม้จะได้รับการชดเชยบางส่วนจากปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้า IPP
ขณะที่ภาพรวมทั้งปี 2569 บล.กรุงศรี คาดว่ากำไรปกติของกลุ่มโรงไฟฟ้าจะเติบโต 18% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการ COD โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ การปรับเพิ่ม Capacity Payment ของโรงไฟฟ้าในตลาด PJM สหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มปรับขึ้นเป็นประมาณ 329 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-วันในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 รวมถึงการฟื้นตัวของกลุ่ม IPP จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย การปิดซ่อมบำรุงที่ลดลง และปัจจัยบวกเฉพาะตัวของแต่ละบริษัท
นอกจากนี้ WHAUP ยังเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตเด่นจาก Capacity Charge ในธุรกิจน้ำอุตสาหกรรมให้แก่ลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่กลุ่ม SPP ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำอาจมีความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้ง หากสภาพอากาศเข้าสู่ภาวะ El Niño ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ยังคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ระดับ “Bullish” โดยเลือก GULF และ GPSC เป็นหุ้นเด่น หรือ Top Picks สำหรับปี 2569 โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” GULF ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 74 บาท และคำแนะนำ “ซื้อ” GPSC ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 48 บาท
บล.กรุงศรี ระบุเพิ่มเติมว่า แม้กำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าบางส่วนจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เร่งตัวขึ้น แต่ยังมองว่าปัจจัยขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมในระยะยาว ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 การเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ในอนาคต โอกาสต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA ของโรงไฟฟ้า IPP เดิมที่ใกล้หมดอายุ รวมถึงความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่แข็งแกร่ง จะเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการที่มีฐานทุนแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการลงทุนระยะยาว

