
KSS มอง SET สัปดาห์นี้ “Sideways Up” ชู GULF-THAI-JMT หุ้นเด่น
บล.กรุงศรี ประเมิน SET สัปดาห์นี้(2-5 มิ.ย.69) เคลื่อนไหว “Sideways Up” ให้กรอบแนวต้าน 1,581-1,593 จุด และแนวรับ 1,552-1,540 จุด รับแรงหนุนตลาด Price-in ภาพสงคราม De-escalation พร้อมแนะนำหุ้นเด่น GULF, THAI และ JMT
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ KSS ว่า ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้(2-5 มิถุนายน 2569) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ “Sideways/Up” โดยให้แนวต้านที่ระดับ 1,581 จุด และ 1,593 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,552 จุด และ 1,540 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน KSS ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีแรงส่งจากการที่ตลาดเริ่ม Price-in ภาพสงคราม De-escalation หรือการลดระดับความตึงเครียดที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามหลักอยู่ที่รายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพฤษภาคม ซึ่งคาดว่าจะยังประคองภาพตลาดได้
ส่วนปัจจัยภายในประเทศ KSS ระบุว่า ตลาดจะติดตามรายงานเงินเฟ้อไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งคาดว่ายังเร่งขึ้นจากราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ตลาดน่าจะให้น้ำหนักต่อประเด็นดังกล่าวลดลง และประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไป
โดยรวมหุ้นธีมเด่นที่ KSS แนะนำ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากธีม De-escalation เช่น กลุ่มท่องเที่ยว อาทิ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW กลุ่มการบิน ได้แก่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และกลุ่มเช่าซื้อ-บริหารหนี้ ได้แก่ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT
ขณะที่อีกกลุ่มเป็นธีมลงทุน ได้แก่ กลุ่มธนาคาร นำโดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กลุ่มไฟฟ้า ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL และบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON และบริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET รวมถึงกลุ่มสื่อสาร ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC
นอกจากนี้ KSS ยังแนะนำเก็งกำไรหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA และบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA
สำหรับหุ้นเด่นประจำสัปดาห์นี้ KSS แนะนำ 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 74 บาท โดยมองเป็นหุ้นเติบโตสูง คาดกำไรปี 2569 เติบโต 27% และมีโอกาสหลัง MSCI Rebalance เป็น Outflows
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ราคาเป้าหมาย Consensus ที่ 7.62 บาท ได้แรงหนุนจากธีม De-escalation ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนหลักจากราคาน้ำมัน พร้อมมีโอกาสเข้าคำนวณในดัชนี SET50 และบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 13 บาท โดยมองว่าการลดความตึงเครียดช่วยลดแรงกดดันจาก Bond Yield และหนุนการเก็บหนี้ดีขึ้น
ส่วนหุ้นเด่นสัปดาห์ก่อน ได้แก่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA และบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.44% เทียบกับดัชนี SET ที่ให้ผลตอบแทน 1.93%
ด้านปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ KSS ระบุว่า นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ระหว่างวันที่ 1-5 มิถุนายน 2569 รวมถึงข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ โดยวันที่ 3 มิถุนายน จะมีรายงานการจ้างงานภาคเอกชน ADP เดือนพฤษภาคม คาดเพิ่มขึ้น 110,000 ตำแหน่ง จากครั้งก่อน 109,000 ตำแหน่ง และวันที่ 5 มิถุนายน จะมีรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพฤษภาคม คาดเพิ่มขึ้น 95,000 ตำแหน่ง จากครั้งก่อน 115,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานเดือนพฤษภาคมคาดอยู่ที่ 4.30%
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามดัชนี ISM ภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมในวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งคาดอยู่ที่ 53.20 จุด จากครั้งก่อน 52.70 จุด และดัชนี ISM ภาคบริการในวันที่ 3 มิถุนายน คาดอยู่ที่ 53.80 จุด จากครั้งก่อน 53.60 จุด รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของจีน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาค
สำหรับปัจจัยในประเทศ วันที่ 5 มิถุนายน จะมีรายงานเงินเฟ้อไทยเดือนพฤษภาคม 2569 โดยตลาดคาดว่า CPI จะเพิ่มขึ้น 3.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากครั้งก่อนเพิ่มขึ้น 2.89% ขณะที่ Core CPI คาดเพิ่มขึ้น 0.90% จากครั้งก่อนเพิ่มขึ้น 0.83%
ด้านประมาณการกำไรตลาด KSS ระบุว่า กำไรตลาดปี 2569 อยู่ที่ 97.10 บาทต่อหุ้น ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน โดยกลุ่มที่มีการปรับประมาณการขึ้น ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและปิโตรเคมี ส่วนกลุ่มที่ถูกปรับลด ได้แก่ กลุ่มสื่อและขนส่ง
ส่วนทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและพันธบัตรภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น 1,064 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีเงินทุนไหลเข้า 363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นขายหุ้น 16.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และซื้อพันธบัตร 379.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาททรงตัวบริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

