“กรุงศรี” ชี้ JMT พ้นจุดต่ำสุด เคาะเป้า 13 บาท รับวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

บล.กรุงศรี (KSS) แนะนำ "ซื้อ" หุ้น JMT ราคาเป้าหมาย 13 บาท ชี้ผลประกอบการผ่านจุดไปแล้ว พร้อมรับอานิสงส์แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง คาดกำไรสุทธิปี 69 โตแตะ 1,120 ล้านบาท และจ่อรับผลบวกจากพอร์ตหนี้ที่ตัดจำหน่ายต้นทุนหมดตั้งแต่ปี 70 เป็นต้นไป


บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ประเมินราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 13.00 บาท อิงมูลค่าพื้นฐานอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (PBV) ปี 2569 ที่ 0.7 เท่า ซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุดที่ 11.10 บาท โดยคิดเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น (Upside) ประมาณ 17%

พร้อมมองว่า JMT เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มการเงินที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับระดับมูลค่าหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์พบว่า หุ้นกลุ่มดังกล่าวมักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด (Outperform) หลังจากอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ทิศทางขาลงราว 4 ไตรมาส หรือประมาณ 1 ปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิในธุรกิจบริหารสินทรัพย์

นอกจากนี้บริษัทยังการกลับมาซื้อหนี้เสียในระดับปกติและหากบริษัทสามารถรักษาระดับการซื้อหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง อาจสร้างอัพไซด์ต่อประมาณการปัจจุบันของฝ่ายวิจัย ซึ่งยังคงประเมินไว้ที่ระดับ 1 พันล้านบาทต่อไตรมาส ต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ 2 พันล้านบาทในปี 2569

นอกจากนี้ JMT ยังอยู่ในช่วงเตรียมปลดล็อกผลกำไรจากพอร์ตหนี้ไม่มีหลักประกันขนาดใหญ่ ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 1.5 แสนล้านบาท ที่บริษัทได้ทยอยสะสมมาตั้งแต่ปี 2564-2568 โดยคาดการณ์ว่าพอร์ตดังกล่าวจะเริ่มตัดค่าใช้จ่ายได้ครบถ้วน (Fully Amortize) และสามารถส่งผ่านเป็นกำไรสุทธิได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในระยะสั้น คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 จะทรงตัวทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากบริษัทยังคงตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) อย่างระมัดระวังเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากการทยอยลดระดับการตั้งสำรองลง

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ของ JMT จะอยู่ที่ 1,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจกำลังผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักร และยังมีโอกาสที่จะสร้างผลประกอบการได้ดีกว่าที่คาดการณ์ หากการซื้อหนี้กลับมาเร่งตัวได้อย่างต่อเนื่อง

Back to top button