
KS มองกรอบ SET สัปดาห์นี้ 1,550-1,600 จุด ชี้เป้าหุ้นเด่น GULF-KKP รับอานิสงส์จีดีพีฟื้น
บล.กสิกรไทย ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งตัวในกรอบ 1,550-1,600 จุด รับปัจจัยบวกกำไรบริษัทจดทะเบียนและจีดีพีไตรมาส 1/2569 โตแกร่ง แต่ยังคงถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศและ Valuation ที่เริ่มตึงตัว แนะกลยุทธ์รอซื้อเมื่ออ่อนตัว เน้นกลุ่ม Domestic Play ชู GULF และ KKP เป็นหุ้นเด่นประจำวันรับอานิสงส์โครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET) ในสัปดาห์นี้ว่า ดัชนีจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,550-1,600 จุด โดยตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งปัจจัยภายในประเทศมีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้น หลังจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/2569 ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาส 1/2569 สามารถเร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้จะยังไม่มีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมการลงทุนในตลาดโลกยังคงมีความท้าทายจากความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน นอกจากนี้ ในด้านมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยยังเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามากดดัน โดยปัจจุบันดัชนี SET ได้เข้าสู่ระดับ P/E ที่ 16 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับค่าเฉลี่ยในระยะกลางถึงระยะยาว สะท้อนให้เห็นถึง Valuation ที่เริ่มตึงตัว ดังนั้นจึงอาจเป็นจุดที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว โดยสลับการลงทุนจากกลุ่มหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจโลก (Global Play) ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในช่วงที่ผ่านมา มาเน้นการลงทุนในกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) เนื่องจากจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศที่จะทยอยออกมาในช่วงถัดไป โดยมีหุ้นเด่นที่แนะนำในสัปดาห์นี้ ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP
สำหรับหุ้นเด่นประจำวัน แนะนำ GULF โดยประเมินราคาพื้นฐานที่ 67.00 บาท เนื่องจากเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคของไทยที่มีโครงสร้างกำไรเชิงป้องกัน (Defensive Earnings Profile) ที่แข็งแกร่งที่สุด โดยคาดว่าแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 2/2569 จะยังคงแข็งแกร่งจากการรับรู้รายได้เงินปันผล และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ Jackson Generation ในสหรัฐฯ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน GULF ยังอยู่ในช่วงของการสร้างการเติบโตในระยะยาวจากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี AI ผ่านการลงทุนและพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งจะช่วยวางตำแหน่งให้บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์เชิงโครงสร้างจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ AI และ Hyperscale Data Center ในประเทศไทย
นอกจากนี้ แนะนำ KKP ประเมินราคาพื้นฐานที่ 100.00 บาท โดยมีรายได้จากค่าธรรมเนียมเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง หนุนให้ยอดสินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำและบริหารจัดการ (AUA/AUM) เพิ่มสูงขึ้น และมีความอ่อนไหวต่อภาวะตลาดที่ปรับตัวลดลงในระดับต่ำ ขณะที่แอปพลิเคชัน Dime! มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของยอดดาวน์โหลด ยอด AUA และรายได้
ทางด้านโครงสร้างรายได้ของ KKP ได้เปลี่ยนเข้าสู่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) มากขึ้น โดยคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2571 ซึ่งจะช่วยหนุนให้สัดส่วน Non-NII เพิ่มขึ้นเป็น 39% ภายในปี 2571 ในขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังสามารถควบคุมได้ดีและต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) มีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (PBV) ขึ้นเป็น 1.23 เท่า เนื่องจากอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) มีความยั่งยืนและปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 11%
