
FSSIA คงเป้า SET สิ้นปี 1,570 จุด ชูหุ้นเด่นเดือนนี้ BGRIM-CPALL-CRC
“FSSIA” คงเป้าหมายดัชนี SET ปีนี้ที่ 1,570 จุด ประเมินเศรษฐกิจไตรมาส 2 อาจชะลอตัว แต่จะดีดกลับอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 3 รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐ จับตากระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับและเกิด Sector Rotation สู่กลุ่ม Domestic Play ชู BGRIM, CPALL, CRC, ERW และ STA เป็นหุ้นเด่นประจำเดือน
บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟ เอส เอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ FSSIA เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ฝ่ายวิจัยยังคงเป้าหมายปี 2569 ไว้ที่ 1,570 จุด (อิง Target PER 16.5 เท่า) โดยหลังจากดัชนีมีการปรับฐานในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้มูลค่า (Valuation) เริ่มกลับมามีความน่าสนใจ
โดยหากสถานการณ์สงครามเริ่มผ่อนคลายลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าจะมีโอกาสช่วยหนุนให้เงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง รวมถึงจะเกิด Sector Rotation เข้าสู่กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายของวิกฤตพลังงาน เช่น กลุ่มขนส่ง, ค้าปลีก, ไฟแนนซ์, ท่องเที่ยว, อาหาร และการแพทย์
ดังนั้น จึงเลือกหุ้นเด่นประจำเดือนมิถุนายน 2569 ได้แก่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทย ประเมินว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลงในไตรมาส 2/2569 จากผลกระทบของสงคราม ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 3/2569 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศของรัฐบาล ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,570 จุด โดยมองว่าความเสี่ยงขาลง (Downside) ของกำไรต่อหุ้น (EPS) มีจำกัด และคาดว่าจะเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับ พร้อมเกิดการหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) เข้าสู่กลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ในช่วงครึ่งปีหลัง
ด้านเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นในไตรมาส 2/2569 หลังจากรัฐบาลลดการอุดหนุนราคาพลังงาน ส่งผลให้เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงและคาดว่าจะแตะระดับสูงสุดในกรอบ 4-5% ในช่วงไตรมาส 2/2569 ถึงไตรมาส 1/2570 ขณะที่กำลังซื้อมีแนวโน้มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.75 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน ซึ่งจะเริ่มประคองเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/2569 ทำให้คาดการณ์ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 3/2569 มีโอกาสเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3-4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นจุดสูงสุดของปี

