
KBANK ล็อกเป้า ROE 8.62% ไม่ถอย คุมต้นทุน-คัดสินเชื่อเข้ม ฝ่าศึกเศรษฐกิจโลก
KBANK เดินหน้ารักษา ROE ให้อยู่ในระดับแข็งแกร่ง ไม่ต่ำกว่าระดับปัจจุบันที่ 8.62% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เน้นบริหารเงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ คุมต้นทุน คัดกรองสินเชื่อใหม่อย่างเข้มงวด พร้อมจับตาผลกระทบเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ด้าน "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" หรือ BNPL ผ่านธุรกิจAtome ยังเดินเกมด้วยความระมัดระวัง ขณะที่มอง Virtual Bank เป็นโอกาสช่วยเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาระดับผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ในระดับเดิมที่ 8.62% และไม่ต่ำกว่าปัจจุบัน พร่อมแผนดันRORให้เติบโต 2 หลักในระยะถัดไป ผ่านการบริหารต้นทุน การใช้เงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการคัดเลือกการลงทุนอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ ธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารส่วนทุน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยพิจารณาการใช้เงินกองทุนในแต่ละโครงการหรือการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบด้าน เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อแต่ละครั้งส่งผลต่อการใช้เงินกองทุนโดยตรง พร้อมทั้งมีการทบทวนและอาจชะลอการลงทุนที่ไม่จำเป็น เพื่อควบคุมการใช้ทรัพยากรและรักษาความสามารถในการสร้างผลตอบแทน
ขณะเดียวกัน ในด้านการสร้างผลตอบแทน ธนาคารยังเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ท่ามกลางเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ที่ระดับ 0-2% โดยให้ความสำคัญกับการคัดกรองสินเชื่อใหม่อย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันภาระการตั้งสำรองหนี้สูญที่อาจกระทบต่อกำไรสุทธิและ ROE รวมถึงเดินหน้าบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ธนาคารมองว่าการเติบโตของ ROE ในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หากเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น ก็จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจธนาคารและผลตอบแทนในอนาคต
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจและภาคธุรกิจในปัจจุบัน ยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยลูกค้าของธนาคารที่มีการค้าขายกับภูมิภาคตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 10% ของพอร์ตสินเชื่อ ทำให้การกระจายตลาดส่งออกของประเทศเป็นประเด็นสำคัญในการลดความเสี่ยง ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ปัจจุบันยังไม่พบผลกระทบที่รุนแรงอย่างชัดเจน แต่คาดว่าผลกระทบอาจทยอยสะท้อนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยธนาคารได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเข้าไปหารือลูกค้ากลุ่มเสี่ยงล่วงหน้าแล้ว
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 ธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อที่ 0-2% เนื่องจากความต้องการสินเชื่อยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ทั้งในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มลูกค้าสินทรัพย์สูง ขณะที่ลูกค้าคุณภาพดีจำนวนหนึ่งยังคงเร่งชำระคืนหนี้ ส่งผลให้สินเชื่อสุทธิเติบโตได้จำกัดสำหรับสินเชื่อรายย่อย ธนาคารยังคงใช้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) ซึ่งได้ชะลอการขยายตัวมาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อรักษาคุณภาพหนี้และควบคุมความเสี่ยงด้านการตั้งสำรอง
ในส่วนของการแข่งขันจากผู้ให้บริการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ( Virtual Bank) นั้น ธนาคารมองเป็นพัฒนาการเชิงบวกของระบบการเงิน แม้กสิกรไทยจะไม่ได้เข้าร่วมขอใบอนุญาตก็ตาม โดยเชื่อว่าผู้เล่นรายใหม่จะช่วยเข้าถึงกลุ่มลูกค้า Underbanked และ Unbanked ที่ธนาคารพาณิชย์ยังเข้าถึงได้ยาก ขณะที่กสิกรไทยยังคงใช้ K PLUS และ Line BK เป็นช่องทางสำคัญในการขยายบริการดิจิทัล
นอกจากนี้ ธนาคารยังอยู่ระหว่างการทดลองนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรในรูปแบบ MVP หรือโครงการนำร่อง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนพนักงาน พร้อมย้ำว่าการขยายการใช้งาน AI ในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี รวมถึงมาตรการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยข้อมูลและความมั่นคงทางไซเบอร์ที่เข้มงวด
ส่วนตลาด Buy Now Pay Later (BNPL) ธนาคารยังคงใช้ความระมัดระวังสูง เนื่องจากกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อและภาระการตั้งสำรอง โดยได้รับทราบว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเตรียมกำกับดูแลธุรกิจดังกล่าวอย่างจริงจังมากขึ้น สำหรับกรณีบริษัท อาโตมี่ (ประเทศไทย) จำกัด (Atome) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสินเชื่อออนไลน์ระดับภูมิภาค โดยธนาคารกสิกรไทยได้เข้าถือหุ้นในสัดส่วนรวม 50% บวก 1 หุ้น โดยเป็นการเข้าลงทุนผ่านบริษัทย่อย คือ บริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด (KIV) เพื่อรุกธุรกิจให้บริการสินเชื่อประเภทซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ในประเทศไทย ย้ำว่า บทบาทหลักของAtome มุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Personal Loan) มากกว่าการดำเนินธุรกิจ BNPL โดยตรง

