CGSI ยก KBANK-SCB ขึ้นท็อปพิก รับธุรกิจ Wealth หนุน-ปันผลสูง

CGSI เผยกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3/69 แตะ 5.6 หมื่นล้านบาท ปรับลดลงจากปีก่อนตามรายได้ที่หดตัว แต่ภาพรวมสินเชื่อยังโตได้ดี ด้าน NPL มีสัญญาณทรงตัว ชี้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังน่าสนใจที่ 5.5-5.8% คงน้ำหนักลงทุน Neutral พร้อมชู KBANK และ SCB เป็นหุ้น Top Pick รับอานิสงส์ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) เติบโตโดดเด่น


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งที่ทำการศึกษา มีกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 3/69 อยู่ที่ 5.64 หมื่นล้านบาท ลดลง 10.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรก่อนตั้งสำรองรวม (PPOP) ลดลง 10.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 2.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน (FVTPL) และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่ปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสินเชื่อยังคงเติบโตแข็งแกร่ง 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รวมทั้งขยายตัว 3.2% นับตั้งแต่ต้นปี โดยมีแรงหนุนหลักจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ตลอดจนสินเชื่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ สวนทางกับสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอี (SME) ที่ปรับตัวลดลง

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ กลุ่มธนาคารมีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงจาก 3.59% ในไตรมาส 2/69 มาอยู่ที่ 3.55% ในไตรมาส 3/69 ส่วนยอด NPL โดยรวมลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราการสำรองหนี้สูญ (Credit Cost) ปรับตัวดีขึ้น โดยลดลงจาก 1.34% ในไตรมาส 2/69 เหลือ 1.26% ในไตรมาส 3/69

สำหรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) รวม ขยับขึ้น 0.06% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จาก 2.88% มาอยู่ที่ 2.94% เนื่องจากธนาคารขนาดเล็กมีต้นทุนดอกเบี้ยลดลง และธนาคารขนาดใหญ่มีอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทว่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยรวมกลับลดลง 13.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 10.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กดดันจากรายได้เงินปันผลและกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่หายไป นอกจากนี้ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ยังขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 43.4% มาอยู่ที่ 43.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายธนาคารพบว่า ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ทำกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ได้สูงกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มากที่สุดในกลุ่มถึง 22% จากปัจจัยหนุนด้าน NIM ที่สูงกว่าคาด ตามมาด้วย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ที่กำไรสุทธิสูงกว่าคาด 8.2% รับอานิสงส์รายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตแข็งแกร่ง

ส่วนธนาคารขนาดใหญ่แห่งอื่นๆ ทำกำไรได้ใกล้เคียงประมาณการ ยกเว้น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ที่รายงานกำไรสุทธิต่ำกว่าคาด 8.8% สาเหตุหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยชะลอตัว

ทั้งนี้ CGSI มองว่า อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของกลุ่มธนาคารในปี 69-70 ยังคงมีความน่าสนใจที่ระดับ 5.5–5.8% แม้การซื้อขายที่ระดับ P/BV ปี 70 ที่ 0.86 เท่า จะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประมาณการ ROE ที่ 8.7–8.9% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ฝ่ายวิเคราะห์จึงคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารที่ระดับ “Neutral”

โดยเลือก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เป็นหุ้น Top Pick เนื่องจากทั้ง 2 แห่ง ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในด้านมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) ซึ่งประเมินว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกำไรต่อหุ้น (EPS) ของทั้ง KBANK และ SCB ให้เติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 70-74

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังมีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) หากตัวเลข NPL และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเปิดความเสี่ยงขาขึ้น (Upside Risk) ได้จากการลดต้นทุนผ่านการลดจำนวนพนักงาน, การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้ค่าธรรมเนียมบริการ Wealth และภาคการส่งออกที่อาจขยายตัวสูงจากผลกระทบด้านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

Back to top button