
เจาะลึกคุณสมบัติ “ก๊าซธรรมชาติ” ทรัพยากรใต้อ่าวไทย สู่ความมั่นคงด้านพลังงานประเทศ
วิกฤตการณ์พลังงานถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการเชิงรุกอย่างบูรณาการ
“ก๊าซธรรมชาติ” นับเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดที่สุดแล้ว ก๊าซธรรมชาติได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และการคมนาคมขนส่ง
วันนี้ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” จะพาท่านมาทำความรู้จักที่มาที่ไปของ “ก๊าซธรรมชาติ” รวมถึงคุณสมบัติของก๊าซฯ แต่ละแหล่งว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร
- ก๊าซเปียก-ก๊าซแห้ง
“ก๊าซธรรมชาติ” คือ ส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอนและสิ่งเจือปนต่าง ๆ ในสภาวะก๊าซ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติใต้พื้นโลก ประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด เช่น มีเทน (Methane), อีเทน (Ethane), โพรเพน (Propane),
บิวเทน (Butane) เป็นต้น
โดยเริ่มจากก๊าซธรรมชาติที่ใกล้ตัวมากที่สุด นั่นคือ “ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย” ซึ่งจัดอยู่ในประเภท Wet Gas หรือ ก๊าซเปียก หมายถึงก๊าซธรรมชาติซึ่งนอกจากมีเทน (C1) แล้ว ยังมี อีเทน (C2), โพรเพน (C3), บิวเทน (C4) ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอด เมื่อนำมาผ่านกระบวนการคัดแยกในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกสารประกอบออกจากกัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ ซึ่งดีกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว
ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas หรือ LNG) และก๊าซจากเมียนมา ที่ประเทศไทยนำเข้ามานั้น จัดอยู่ในประเภท Dry Gas หรือ ก๊าซแห้ง หมายถึง ก๊าซธรรมชาติที่มี “มีเทน” (C1) เป็นองค์ประกอบหลัก 70% ขึ้นไป แต่มีองค์ประกอบอื่น ๆ น้อย จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ
- แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย
สำหรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย ที่ประกอบด้วย มีเทน (C1) 59.80%, อีเทน (C2) 8.08%,โพรเพน (C3) 6.43% และอื่นๆ มีค่าความร้อน 1,012 บีทียูต่อลูกบาศก์ฟุต (BTU/SCF) ขณะที่ก๊าซธรรมชาติที่ประเทศไทยนำเข้ามาจากประเทศเมียนมา ยกตัวอย่าง แหล่งยาดานา ประกอบด้วย มีเทน 73.54%, อีเทน 0.85%,โพรเพน 0.12% และอื่นๆ โดยมีค่าความร้อน 751 บีทียูต่อลูกบาศก์ฟุต ส่วนก๊าซ LNG หลักๆ จะประกอบด้วย มีเทน 93.19%, อีเทน 5.36%,โพรเพน 0.90% และอื่น ๆ โดยมีค่าความร้อน 1,057 บีทียูต่อลูกบาศก์ฟุต
ดังนั้นหากพิจารณาจากข้อมูลองค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าก๊าซธรรมชาติจากแต่ละแหล่งมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนี้เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย นั่นคือ “ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอ่าวไทย” เช่น แหล่งอาทิตย์ ไม่ได้มีเพียงก๊าซที่ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยกลุ่มก๊าซที่มีมูลค่ามหาศาลซ่อนอยู่ในสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ
- ปตท. มุ่งเชิงรุกจัดหาก๊าซ
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญความท้าทายจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อการส่งมอบ LNG จากกาตาร์ ซึ่งประเทศไทยนำเข้า LNG 40% ของการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศ และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เป็น 1 ใน 5 Shipper (ผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ) ดำเนินมาตรการเชิงรุกบริหารการจัดหาก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ มีการกระจายความเสี่ยงจัดหา LNG ทั่วโลก โดยจัดหา Spot LNG จากแหล่งอื่นทดแทนสัญญากาตาร์ ตามนโยบายรัฐ พร้อมรักษาระดับคลังสำรอง (LNG Inventory) ให้เพียงพอเสมอ รวมทั้งเร่งกำลังการผลิต เรียกรับก๊าซจากอ่าวไทย และนำเข้าจากเมียนมาเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ยังเลื่อนแผนซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ ออกไป เพื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งโรงไฟฟ้าและจัดสรรก๊าซ LPG จากโรงแยกก๊าซฯ ให้เพียงพอต่อภาคครัวเรือนและภาคขนส่งภายในประเทศเป็นอันดับแรก (Domestic First) เพราะหากไม่มีวัตถุดิบ (Feedstock) ปิโตรเคมี จะส่งผลให้โรงงานไม่มีวัตถุดิบในการผลิตและจำกระทบเป็นทอด ๆ ไม่มีสินค้าออกสู่ตลาดจนต้องนำเข้าเม็ดพลาสติกราคาแพงจากต่างประเทศ
รวมถึงเตรียมพร้อมระบบ NGV สำรองสถานีบริการและระบบขนส่งให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงขึ้น และหนุนนโยบายรัฐ สนับสนุนมาตรการของภาครัฐในการบริหารจัดการองค์ประกอบค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาภาระประชาชน โดยการดำเนินงานบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติของประเทศได้เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านเวปไซต์ ปตท.
ดังนั้นวิกฤตการณ์พลังงานถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการเชิงรุกอย่างบูรณาการ ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก การรักษาเสถียรภาพระบบพลังงานและการดูแลคุณภาพชีวิตของคนไทย คือเป้าหมายที่ถูกจัดไว้เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ ที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ก้าวข้ามทุกความท้าทายได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

