“ก.ล.ต.-คลัง-ตลท.” เดินหน้ายกระดับตลาดทุนไทย ตั้งทีมพัฒนาตราสารหนี้

ก.ล.ต. ผนึกคลัง -ตลท. FETCO และ ThaiBMA ตั้ง Taskforce ตลาดตราสารหนี้ เดินหน้ายกระดับความโปร่งใส ขยายฐานผู้ลงทุน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันตลาดทุนไทยในระยะยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจของตลาดทุนไทย พร้อมจัดตั้ง คณะทำงานพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย” (Taskforce ตลาดตราสารหนี้) เพื่อยกระดับคุณภาพตลาดตราสารหนี้ไทย

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทยมีเป้าหมายให้ตลาดทุนเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจคุณภาพ และเป็นทางเลือกการลงทุนระยะยาวของประชาชน โดยครึ่งแรกปี 2569 จากมาตรการหลัก 14 มาตรการ มี 9 มาตรการที่มีความคืบหน้าชัดเจน ส่วนอีก 3 มาตรการอยู่ระหว่างการออกแบบหรือหารือเพิ่มเติม และอีก 2 มาตรการต้องเร่งผลักดัน

ความคืบหน้าสำคัญ ประกอบด้วย การผลักดันบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งอยู่ระหว่างหารือเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) การเปิดทางให้ผู้ลงทุนสถาบันเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทย การดึงดูดบริษัทคุณภาพและธุรกิจ New Economy เข้าสู่ตลาดทุน การยกระดับบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ JUMP+ และ Corporate Value Up รวมถึงการปรับปรุงเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลและธรรมาภิบาลของผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุน

นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการทำ Tokenization ของตราสารหนี้และหน่วยลงทุน การทบทวนโครงสร้างตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุน และการผลักดันระบบ e-Proxy เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนต่างประเทศ

สำหรับตลาดตราสารหนี้ ก.ล.ต. และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ได้จัดตั้ง Taskforce ตลาดตราสารหนี้อย่างเป็นทางการ เป้าหมายพัฒนาตลาดตราสารหนี้อย่างรอบด้าน เนื่องจากปัจจุบันตลาดตราสารหนี้ไทย มีขนาดประมาณ 96% ของ GDP ขณะที่มูลค่าตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่ที่ราว 4.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 25% ของ GDP

อย่างไรก็ตาม ตลาดตราสารหนี้ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะสัดส่วนผู้ลงทุนรายย่อยที่ถือครองตราสารหนี้ภาคเอกชนเกือบ 50% ของตลาด รวมถึงความจำเป็นในการยกระดับการเปิดเผยข้อมูล การคุ้มครองผู้ลงทุน การพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพ และการสร้างระบบรองรับตราสารหนี้กลุ่ม High Yield Bond และ Distressed Bond

ทั้งนี้ Taskforce ตลาดตราสารหนี้จะขับเคลื่อนภายใต้ 4 มาตรการหลัก ได้แก่ การขยายฐานผู้ลงทุนคุณภาพ การเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ การยกระดับความโปร่งใสและการคุ้มครองผู้ลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศของตลาดตราสารหนี้

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท. เดินหน้าร่วมกับภาครัฐและภาคตลาดทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของตลาดทุนไทย ปัจจุบันโครงการ JUMP+ มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมแล้วกว่า 142 บริษัท ขณะเดียวกันได้พัฒนาเครื่องมือใหม่ เช่น การใช้ AI จัดทำบทวิเคราะห์หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก และแอปพลิเคชัน “wiset” ที่รวบรวมพอร์ตการลงทุนทุกสินทรัพย์ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างผลักดันโครงการ BOI to IPO และ EEC to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจ New Economy เข้าสู่ตลาดทุน รวมถึงการพัฒนา Bond Connect Platform เพื่อเพิ่มช่องทางให้ผู้ลงทุนเข้าถึงพันธบัตรภาครัฐในตลาดแรกได้สะดวกยิ่งขึ้น

ด้านนางนวพร วิริยานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายการออมและการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การระดมทุนของภาคธุรกิจ และการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวแก่ประชาชน โดยพร้อมสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ ทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว การเพิ่มบทบาทผู้ลงทุนสถาบัน การดึงดูดบริษัทคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดทุน

สำหรับตลาดตราสารหนี้ กระทรวงการคลังมองว่าการขยายฐานผู้ลงทุน การเพิ่มการเข้าถึงตราสารหนี้คุณภาพ การยกระดับข้อมูล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นและลดความเปราะบางของตลาดได้

ขณะที่นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า FETCO สนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยผ่านการเพิ่มผู้ระดมทุนคุณภาพ การส่งเสริมผู้ลงทุนระยะยาว การยกระดับธรรมาภิบาล และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงตลาดทุน

ส่วนตลาดตราสารหนี้ FETCO สนับสนุนการเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงตราสารหนี้คุณภาพ ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงผ่านผู้ลงทุนมืออาชีพ การเปิดเผยข้อมูลที่เข้าใจง่าย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับทั้งตราสารหนี้คุณภาพ ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน รวมถึงตราสารหนี้กลุ่ม High Yield และ Distressed Bond

ส่วนนางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของระบบการเงินไทย โดย ThaiBMA พร้อมร่วมมือกับ ก.ล.ต. ในการขยายฐานผู้ลงทุนคุณภาพ เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐานข้อมูล และพัฒนากฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาดตราสารหนี้

ทั้งนี้ Taskforce ตลาดตราสารหนี้จะเปิดหารือกับผู้เกี่ยวข้องในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 ก่อนสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนดำเนินงานภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการที่เป็นรูปธรรมต่อไป

Back to top button