
เมื่อ “อายุยืนขึ้น” ไม่ควรแปลว่า “กังวลมากขึ้น” ถึงเวลาวางแผนการเงินรับสังคมสูงวัย
ทุกวันนี้ หากลองถามคนวัยทำงานว่า “เรื่องอะไรที่กังวลที่สุดในอนาคต” คำตอบอันดับต้น ๆ คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เงิน”
ทุกวันนี้ หากลองถามคนวัยทำงานว่า “เรื่องอะไรที่กังวลที่สุดในอนาคต” คำตอบอันดับต้น ๆ คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เงิน” โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า “เราจะมีเงินพอใช้หลังเกษียณหรือไม่”
คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปค่ะ เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างเต็มรูปแบบ คนไทยมีอายุยืนขึ้น ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีของสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้นย่อมหมายถึงความจำเป็นที่ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่รอบคอบมากขึ้นเช่นกัน
ที่ผ่านมา คนไทยจำนวนไม่น้อยยังคุ้นชินกับการ “เก็บเงิน” มากกว่าการ “วางแผนให้เงินเติบโต”เงินออมส่วนหนึ่งจึงอาจอยู่ในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ขณะที่ค่าครองชีพความต้องการด้านสุขภาพ และระยะเวลาการใช้ชีวิตหลังเกษียณมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่เพียงพอ ประเด็นนี้อาจกลายเป็นทั้งความท้าทายในระดับบุคคล ครอบครัว และในระยะยาว อาจเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศ
ในมุมของ ก.ล.ต. การสร้างความมั่นคงทางการเงินในยุคนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีเงินออมเท่านั้น แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” ให้กับชีวิต ซึ่งต้องอาศัยทั้งวินัย ความรู้ เครื่องมือที่เหมาะสม และระบบที่ช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการเงินระยะยาวได้ง่ายขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ก.ล.ต. จึงเดินหน้าผลักดันแนวคิด “บัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล” หรือ Thailand Individual Savings Account (TISA) เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาวของประชาชน โดยมุ่งยกระดับจากการออมในลักษณะพักเงิน ไปสู่การลงทุนระยะยาวอย่างมีเป้าหมาย
หลายคนอาจสงสัยค่ะว่า TISA แตกต่างจากการออมทั่วไปอย่างไร
หากเปรียบง่าย ๆ การออมแบบเดิมอาจเหมือนการเก็บเงินไว้ในกระปุกหรือบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งมีจุดเด่นด้านความปลอดภัยและสภาพคล่อง แต่ในระยะยาว เงินที่เก็บไว้อาจเติบโตไม่ทันกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ TISA ถูกวางแนวคิดให้เป็นเหมือน “พื้นที่เพาะปลูกระยะยาว” ที่ช่วยให้เงินออมมีโอกาสค่อย ๆ เติบโต ผ่านทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย ภายใต้โครงสร้างบัญชีเดียวที่เข้าใจง่าย ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงกันมากขึ้น
หัวใจสำคัญของ TISA คือการช่วยให้ประชาชนบริหารเงินระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ เห็นภาพรวมของการลงทุนชัดเจนขึ้น และสามารถเลือกแนวทางการลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมายชีวิต ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้
หากจะสรุปว่า TISA มีความสำคัญอย่างไร อาจอธิบายได้ผ่าน “3 เปลี่ยน” ที่จะเกิดขึ้นกับทั้งในระดับประชาชนและระบบเศรษฐกิจไทย
- เปลี่ยนที่ 1: จาก “ออมเท่าที่เหลือ” เป็น “ลงทุนเพื่ออนาคต”
ที่ผ่านมา หลายคนมักเริ่มออมเมื่อมีเงินเหลือจากการใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริง การวางแผนระยะยาวควรเริ่มตั้งแต่วันที่ยังมีรายได้ เพราะ “เวลา” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน
TISA จึงมีแนวคิดในการสนับสนุนให้ประชาชนทยอยสะสมเงินและลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เงินมีโอกาสเติบโตในระยะยาว แม้จะเริ่มจากจำนวนไม่มาก แต่หากเริ่มเร็วและทำอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายทางการเงินในอนาคตได้
- เปลี่ยนที่ 2: จาก “ลงทุนแบบกระจัดกระจาย” เป็น “บริหารภาพรวมการเงินอย่างเป็นระบบ”
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์การออมและการลงทุนมีอยู่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกองทุน ประกัน หุ้น หรือเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ หลายคนอาจมีผลิตภัณฑ์หลายประเภทอยู่ในมือ แต่กลับไม่เห็นภาพรวมว่าเงินทั้งหมดกำลังพาเราไปสู่เป้าหมายใด และเพียงพอสำหรับอนาคตหรือไม่
TISA จึงมุ่งสร้างโครงสร้างที่ที่ช่วยให้การออมและการลงทุนระยะยาวมีความเรียบง่าย ชัดเจน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ภายใต้แนวคิดบัญชีเดียวที่ช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมของพอร์ตการลงทุน สามารถวางแผน ปรับพอร์ต และติดตามความคืบหน้าให้เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงในแต่ละช่วงชีวิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ให้คำแนะนำหรือบริหารจัดการเงินลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของผู้ลงทุน
กล่าวให้เข้าใจง่าย คือ ไม่ใช่แค่ “มีเงินเก็บ” แต่ต้องรู้ด้วยว่าเงินที่เก็บและลงทุนไว้นั้น กำลังช่วยพาเราไปสู่เป้าหมายทางการเงินอะไร
- เปลี่ยนที่ 3: จาก “วางแผนเพื่อตัวเอง” เป็น “วางแผนเพื่อตนเอง ลูกหลาน และร่วมกันเสริมสร้างความแข็งแรงของประเทศในระยะยาว”
เมื่อพูดถึงการออม หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ในความเป็นจริง การที่ประชาชนมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมด้วย
หากคนไทยมีเงินออมและการลงทุนระยะยาวเพียงพอ ผู้ปกครองมีการเตรียมตัววางแผนทางการเงินให้แก่ผู้เยาว์ ย่อมช่วยลดความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือน และช่วยลดภาระทางสังคมในอนาคต ขณะเดียวกัน เงินลงทุนระยะยาวยังช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจเศรษฐกิจจริง และกิจการที่มีคุณภาพ รวมถึงกิจการที่สอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน หรือโครงการที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ภาครัฐต้องการส่งเสริม
ดังนั้น TISA จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดเรื่องการลงทุนส่วนบุคคล แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
อย่างไรก็ดี ต่อให้มีเครื่องมือที่ดีเพียงใด สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็น “ความเข้าใจ” ของผู้ลงทุน เพราะการลงทุนระยะยาวต้องเริ่มจากการรู้จักตนเอง รู้เป้าหมาย รู้ข้อจำกัด และรู้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
สำหรับประชาชนที่ต้องการเตรียมความพร้อมทางการเงิน สิ่งแรกที่ควรทำ คือการสำรวจเป้าหมายทางการเงินของตนเองกว่า เราต้องการอะไรในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเงินใช้หลังเกษียณ เงินดูแลครอบครัว เงินเพื่อการศึกษา หรือเป้าหมายชีวิตในระยะยาว จากนั้นจึงค่อยเลือกเครื่องมือการออมและการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง
การลงทุนที่ดีจึงไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเสมอไป แต่คือการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมาย ระยะเวลา และความเสี่ยงของเรา และเป็นการลงทุนที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวก.ล.ต. เชื่อว่า การสร้าง Financial Well-being หรือความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคตลาดทุน ผู้ประกอบธุรกิจและประชาชน โดย ก.ล.ต. จะเดินหน้าพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นระบบที่โปร่งใส เข้าถึงง่าย มีเครื่องมือที่เหมาะสม และเอื้อต่อการออมและการลงทุนระยะยาวของคนไทยทุกช่วงวัย
เพราะเป้าหมายสำคัญ ไม่ใช่เพียงทำให้คนไทย “ลงทุนมากขึ้น” แต่คือการทำให้คนไทยสามารถวางแผนชีวิตทางการเงินได้ดีขึ้น มีความมั่นคงมากขึ้น และใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
โดยปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันโครงการ TISA เพื่อสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาวของประชาชน หากมีความคืบหน้า ก.ล.ต. จะทยอยสื่อสารข้อมูลให้ทุกท่านทราบเป็นระยะนะคะ
*หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ TISA และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
บทความโดยนางสาวอาชินี ปัทมะสุคนธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ:สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

