
จับตาหุ้นรับเหมาขาขึ้น! โบรกชู CK-STECON เด่น รับดาต้าเซ็นเตอร์-เมกะโปรเจกต์
หุ้นรับเหมาก่อสร้างกลับมาคึกคัก หลังตลาดจับตาวัฏจักรลงทุนรอบใหม่จาก Data Center และเมกะโปรเจกต์ภาครัฐ ขณะที่โบรกชู CK-STECON เป็นหุ้นเด่นรับอานิสงส์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างทยอยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อวันที่ (19 มิ.ย. 69) บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 20.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท หรือ 3.59% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 653.63 ล้านบาท ขณะที่บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 18.70 บาท เพิ่มขึ้น 1.20 บาท หรือ 6.86% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 757.98 ล้านบาท
หุ้นกลุ่มดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างคึกคัก หลังตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับธีมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่รอบใหม่ ทั้งโครงการภาครัฐ ระบบขนส่งมวลชน รวมถึงการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในระยะถัดไป
แรงซื้อเก็งกำไรดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งที่เริ่มปรับเพิ่มน้ำหนักเชิงบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยมองว่าอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว จากปัจจัยสนับสนุนทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลาย ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มลดแรงกดดัน และความชัดเจนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Re-rating) ของกลุ่มรับเหมาในระยะต่อไป
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ (19 มิ.ย.69) ว่า กลุ่มรับเหมาก่อสร้างมีภาพการลงทุนเชิงบวกมากขึ้น จากหลายปัจจัยหนุนที่เริ่มชัดเจน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MoU และมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลด้านพลังงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างผ่อนคลายลง
ขณะที่แนวโน้มกำไรปี 2569 คาดว่ายังแข็งแกร่ง นำโดย CK และ STECON อีกทั้งยังมีโอกาสฟื้นตัวต่อในไตรมาส 3/2569 จากจำนวนวันทำงานที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลง
นอกจากนี้ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างยังมีงานในมือ (Backlog) อยู่ในระดับสูงราว 2.5 แสนล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ซึ่งช่วยสนับสนุนความชัดเจนของรายได้ในระยะถัดไป ขณะที่งานใหม่มีแนวโน้มเร่งตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากโครงการภาครัฐหลายโครงการ อาทิ รถไฟไทย-จีน เฟส 2, มอเตอร์เวย์ M5/M9, โครงการสนามบิน รวมถึงงานก่อสร้าง Data Center
ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้น ฟินันเซีย ไซรัส จึงปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็น “มากกว่าตลาด” หรือ Overweight โดยเลือก CK เป็นหุ้นเด่นสุด พร้อมปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายใหม่ 23 บาท
ขณะเดียวกัน ยังชื่นชอบ บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 4 บาท และคงคำแนะนำ “ซื้อ” ส่วนบริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” พร้อมราคาเป้าหมายใหม่ 3.50 บาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ (22 พ.ค.69) ว่า CK ยังมีปัจจัยหนุนสำคัญจากโอกาสการได้รับงานโครงการใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัย Re-rating สำคัญในระยะสั้น โดยเฉพาะโครงการที่มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุด 2 โครงการ ได้แก่ โครงการทางด่วน Double Deck ของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM มูลค่าประมาณ 35,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. อนุมัติ และงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล หรือ M&E สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้มูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเจรจาได้ในช่วงไตรมาส 4/2569 ถึงไตรมาส 1/2570
นอกจากนี้ ยังมีโครงการภาครัฐขนาดใหญ่หลายโครงการที่คาดว่าจะเปิดประมูลตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป อาทิ โครงการมอเตอร์เวย์ M5 และ M9 มูลค่ารวมประมาณ 86,000 ล้านบาท ซึ่ง ครม. อนุมัติแล้ว, โครงการรถไฟความเร็วสูงเฟส 2 เส้นทางนครราชสีมา–หนองคาย มูลค่า 237,000 ล้านบาท และรวมโครงการขยายสนามบิน มูลค่าประมาณ 73,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ ระบุว่า กรณีฐานของฝ่ายวิจัยยังคาดว่าการประมูลโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับงบประมาณโดยตรงครั้งแรกจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4/2569 โดยกรอบเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับการปรับปรุงราคาอ้างอิงของภาครัฐ หลังต้นทุนก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นจากผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับสงคราม
สำหรับประมาณการผลประกอบการ บล.ทิสโก้ คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ CK ที่ 2,356 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) 1.39 บาท ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 2,440 ล้านบาทในปี 2570 และอยู่ที่ 2,420 ล้านบาทในปี 2571 โดยกำไรสุทธิปี 2569 ที่ลดลงเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 3,330 ล้านบาท สะท้อนผลของกำไรพิเศษครั้งเดียวจำนวน 824 ล้านบาท และการไม่มีส่วนแบ่งกำไรจากโครงการหลวงพระบาง อย่างไรก็ตาม กำไรหลักของ CK ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
บล.ทิสโก้ ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ CK ด้วยวิธี Sum of the Parts หรือ SOTP ที่ 23.70 บาท สะท้อนอัพไซด์ประมาณ 32% จากราคาปัจจุบันที่ 17.90 บาท หรือคิดเป็นระดับ PER ปี 2569 ที่ 12.9 เท่า และ PBV 1.0 เท่า จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23.70 บาท โดยมองว่าการชนะงานโครงการใหม่จะเป็น Upside ต่อประมาณการกำไรในอนาคต ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความล่าช้าในการก่อสร้าง การได้รับงานต่ำกว่าคาด และต้นทุนก่อสร้างที่อาจบานปลาย
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ (วันที่ 16 มิ.ย.69) ว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ จากการเร่งลงทุนพร้อมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และ Data Center ซึ่งส่งผลให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ในหลายมิติของระบบนิเวศทางธุรกิจ ทั้ง Data Center โรงไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่
ฝ่ายวิจัยคาดว่า กำลังการผลิตของ Data Center ในประเทศไทยจะขยายตัวมากกว่า 4 เท่าในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า จากประมาณ 770 เมกะวัตต์ในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 2,930 เมกะวัตต์ในปี 2574 คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 9 แสนล้านบาท ขณะที่เมื่อรวมกับงานโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ หรือ Mega Project และการลงทุนในภาคส่วนอื่น ๆ คาดว่าจะมีมูลค่าเงินลงทุนรวมเข้าสู่ระบบไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าการลงทุนสูงสุดในรอบ 10 ปี
สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่นี้ คือ STECON เนื่องจากบริษัทอยู่ในจุดศูนย์กลางของกระแสการลงทุนดังกล่าว โดยเฉพาะงานก่อสร้าง Data Center ซึ่งปัจจุบัน STECON เป็นผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์และผลงานอ้างอิงในงานก่อสร้าง Data Center ทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และมีโอกาสได้รับงานใหม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
บล.กรุงศรี ระบุว่า Backlog ของ STECON ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 123,264 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม มองว่าระดับ Backlog ดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่เท่านั้น เนื่องจากแนวโน้มการลงทุนใน Data Center และ Mega Project ยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี เริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น STECON โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 20.60 บาท ด้วยวิธี Sum of the Parts หรือ SOTP ซึ่งยังมีอัพไซด์ประมาณ 19% โดยมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่สะท้อนมูลค่าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอย่างเต็มที่
ฝ่ายวิจัยระบุว่า จากมูลค่าตลาดปัจจุบันของ STECON ที่ประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท ราว 56% เป็นมูลค่าจากการถือหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จำนวน 226.5 ล้านหุ้น หากหักมูลค่าดังกล่าวออก จะเหลือมูลค่าที่ตลาดให้กับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเพียงประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น Implied P/E เพียง 13-16 เท่า ซึ่งยังต่ำเมื่อเทียบกับช่วงวัฏจักรการเติบโตในอดีต
บล.กรุงศรี มองว่า การเร่งตัวขึ้นของวัฏจักรการลงทุน หรือ Investment Capex Cycle จะหนุนให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไทยกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอีกครั้ง และมีโอกาสนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น หรือ Re-rate Valuation ของ STECON คล้ายกับช่วงการลงทุน Mega Project ในอดีต ระหว่างปี 2547-2549 และปี 2553-2559 ซึ่งหุ้นผู้รับเหมารายใหญ่เคยซื้อขายที่ระดับ P/E ราว 20-30 เท่า

