
“กรภัทร” มอง SET ฟื้นตัว รับน้ำมันลง-เงินไหลเข้า SET50 ชู MTC-SCC-KBANK เด่น
“กรภัทร วรเชษฐ์” มอง SET วันนี้มีโอกาสฟื้นตัวในกรอบ 1,580-1,605 จุด หลังตลาดเริ่มมองข้ามสัญญาณเข้มงวด Hawkish ของ Fed ขณะที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวและสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านลดตึงเครียด หนุนบรรยากาศลงทุน จับตาเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นเข้า SET50 ชูกลยุทธ์ Selective Play เลือกหุ้น Laggard รับพลังงานขาลง นำโดย MTC, SCC และ KBANK
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสประคองตัวและดีดขึ้น โดยให้แนวต้านดัชนี SET ที่ 1,600-1,605 จุด และแนวรับที่ 1,580 จุด ขณะที่หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลายลง ตลาดอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นรอบใหม่สู่ระดับ 1,620-1,650 จุด แม้ระหว่างทางอาจมีการสลับพักตัวบ้างตามปกติ
สำหรับผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของนาย Kevin Warsh สะท้อนการเข้าสู่ยุคใหม่ของ Fed อย่างชัดเจน โดย Dot Plot รอบล่าสุดมีกรรมการ Fed 9 ราย มองโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในระยะถัดไป ขณะที่อีก 9 รายมองว่าดอกเบี้ยอาจทรงตัวหรือลดลงได้บางส่วน ส่งผลให้ตลาดตีความว่า Fed ยังมีท่าทีค่อนข้างเข้มงวด เนื่องจากกังวลแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม KSS มองว่าตลาดอาจเริ่มมองข้ามสัญญาณ Hawkish ของ Fed รอบนี้ไปบางส่วน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลง หลังสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านมีสัญญาณลดความตึงเครียด และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซมีโอกาสช่วยลดแรงกดดันด้านพลังงาน ซึ่งอาจทำให้ Fed ปรับมุมมองผ่อนคลายขึ้นในการประชุมรอบถัดไป
ด้านปัจจัยในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศรายชื่อหุ้นเข้า SET50 ได้แก่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT, บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ซึ่งเป็นไปตามที่ KSS คาดการณ์ไว้ โดยประเมินว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าหุ้น THAI ราว 1,000 ล้านบาท ส่วน BCP, MRDIYT และ TFG คาดมีเม็ดเงินไหลเข้าราว 300-350 ล้านบาทต่อหุ้น
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน KSS แนะนำเลือกลงทุนรายตัว หรือ Selective Play โดยมองหุ้นที่ยัง Laggard และมีโอกาสฟื้นตัวจากราคาพลังงานที่ลดลง ได้แก่ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เป็นหุ้นเด่น
ทั้งนี้ KBANK มีแนวต้านระยะสั้นที่ 207 บาท หากผ่านได้มีโอกาสทดสอบ 210 บาท และมีแนวรับ 202 บาท ส่วน SCC มีแนวต้าน 250 บาท หากผ่านได้มีโอกาสขึ้นสู่ 255-260 บาท และมีแนวรับ 243 บาท ขณะที่ MTC มีแนวรับบริเวณ 30 บาท และหากยืนได้มีโอกาสดีดขึ้นทดสอบ 31-32 บาท
นอกจากนี้ KSS ยังประเมินว่า DELTA มีโอกาสเริ่มตั้งฐานบริเวณ 240-250 บาท หลังแรงปรับลดน้ำหนักของ Active Fund อาจใกล้จบลงแล้ว ซึ่งจะช่วยเป็นกันชนให้ตลาด ขณะเดียวกันภาพรวมตลาดหลังจากนี้มีโอกาสขับเคลื่อนด้วยหุ้นหลายกลุ่มมากขึ้น ไม่ได้พึ่งพา DELTA เพียงตัวเดียว

