
CGSI ชี้ Virtual Bank ผงาดปี 69 เขย่าเงินกู้นอกระบบ
บล.จีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (CGSI) มอง "Virtual Bank" เตรียมผงาดครึ่งหลังของปี 69 มุ่งเจาะกลุ่มฐานรากด้วยสินเชื่อทางเลือก คาดกระทบโดยตรงต่อตลาดเงินกู้นอกระบบ ขณะที่ผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิมมีจำกัด แนะนำคงน้ำหนักลงทุนกลุ่มธนาคาร ยก SCB และ KBANK เป็นหุ้นเด่นจากจุดแข็งด้าน Wealth Management และแนวโน้มปันผลสูง
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI เปิดเผยว่า กรณีที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีนโยบายส่งเสริมธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ “Virtual Bank” และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้จริงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ประเมินว่ารูปแบบการให้บริการของ Virtual Bank จะเน้นไปที่สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน วงเงินไม่เกิน 10,000 บาท โดยอาศัยข้อมูลทางเลือกและเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติ
นอกจากนี้ คาดว่า Virtual Bank จะรุกตลาดสินเชื่อโทรศัพท์มือถือแบบล็อกเครื่อง (Lock Phone) หากลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ ตัวเครื่องจะถูกระงับการใช้งานทันที สินเชื่อประเภทนี้มักมีระยะเวลาผ่อนชำระ 12–18 เดือน และคิดอัตราดอกเบี้ย 16–32% ต่อปี ซึ่งให้ผลตอบแทนที่สูงเพียงพอต่อการชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต ดังนั้นผู้เล่นในตลาดเดิมที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย ผู้ให้บริการเงินกู้นอกระบบ โรงรับจำนำ และผู้ให้บริการสินเชื่อ Lock Phone ในปัจจุบัน ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิมนั้นคาดว่าจะกระทบเพียงเล็กน้อย
ทั้งนี้ ส่วนของกลยุทธ์การลงทุนแม้ปัจจุบันกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยจะมีมูลค่าค่อนข้างตึงตัว มีอัตราส่วน P/BV ล่วงหน้า 12 เดือน อยู่ที่ระดับ 0.78 เท่า แต่กลุ่มธนาคารยังคงมีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงถึง 6.3–6.5% ต่อปี ในช่วงปี 2569–2571 จึงแนะนำให้ “คงน้ำหนักการลงทุน”
พร้อมเลือก บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ในระดับสูง 18–19% ของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปี 2568 รวมถึงคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7.4–7.6% ในปี 2569 โดยเชื่อมั่นว่าธนาคารที่มีความแข็งแกร่งด้าน Wealth Management จะสามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้ดีในระยะยาว 5 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารยังคงมีปัจจัยเสี่ยงเชิงลบที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่อาจเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยบวกอาจมาจากการควบคุมต้นทุนผ่านการลดจำนวนพนักงาน รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจ Wealth ที่แข็งแกร่ง และภาคการส่งออกที่เติบโตได้ดีท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
