
“ค่าเงินบาทอ่อน” ดัน 11 หุ้นกลุ่มส่งออก–อาหาร–ท่องเที่ยวรับอานิสงส์
ASPS ชี้ กนง.คงดอกเบี้ย 1.00% แต่เพิ่มคาด GDP ปี 2569 เป็น 2.3% ท่ามกลาง Fund Flow ไหลออกกดดันเงินบาทอ่อนค่า หนุนหุ้นได้อานิสงส์ ได้แก่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE กลุ่มอาหาร TU, CPF, ITC กลุ่มท่องเที่ยว MINT, CENTEL, ERW และโรงพยาบาล BH, BDMS จากแรงหนุนเศรษฐกิจและค่าเงิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดมีมติเป็นเอกฉันท์ 7–0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ท่ามกลางการประเมินเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.3% จากเดิม 1.5% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออก การลงทุนด้านเทคโนโลยี AI และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง ขณะเดียวกันยังคงมองว่าภาค SMEs และครัวเรือนยังมีความเปราะบาง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.8% ใกล้เคียงกรอบเป้าหมาย 1–3%
ฝ่ายวิจัย ASPS ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้นหลัง กนง. ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP อย่างไรก็ตามคาดว่ากนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิมต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ที่ยังอยู่ในวัฏจักรตึงตัว ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ กว้างขึ้น และกดดันให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออก (Fund Flow) จากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569
โดย ASPS ระบุว่า Fund Flow ต่างชาติที่ไหลออกต่อเนื่องส่งผลกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่า และทำให้ตลาดการเงินไทยผันผวนมากขึ้น สะท้อนจากการขายสุทธิในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยยังเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจระยะสั้น ตลาดจับตาการประกาศตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนพฤษภาคม 2569 โดยคาดว่าการส่งออกยังขยายตัวราว 12.7% สอดคล้องประเทศเพื่อนบ้าน แต่การนำเข้าที่เร่งตัวสูงถึง 36.3% อาจทำให้ดุลการค้าเข้าสู่ภาวะขาดดุลต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดันดุลบัญชีเดินสะพัด และมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
ในมุมมองการลงทุน ทางฝ่ายวิจัยประเมินว่าหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าและการส่งออก ได้แก่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE รวมถึงกลุ่มอาหารอย่าง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC
ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ เช่น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และกลุ่มโรงพยาบาล เช่น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ยังเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงินในช่วงนี้
ทั้งนี้ ASPS มองว่าแนวโน้ม Fund Flow ในภูมิภาคยังมีความผันผวนสูง โดยในเดือนมิถุนายน 2569 นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิในตลาดหุ้นหลายประเทศในเอเชีย ขณะที่ประเทศไทยมีแรงขายสุทธิทั้งในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะถัดไป
สำหรับภาพเศรษฐกิจระยะสั้น ตลาดจับตาตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งการส่งออกยังขยายตัว 10.6% ต่ำกว่าคาดที่ 12.7% ขณะที่การนำเข้าเร่งตัว 35.1% ส่งผลให้ดุลการค้าเข้าสู่ภาวะขาดดุลต่อเนื่อง และอาจกดดันดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าการส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.09 ล้านล้านบาท ขยายตัว 10.6% โดย 5 เดือนแรกของปีขยายตัว 17% หนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง การลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก รวมถึงการเร่งนำเข้าเพื่อบริหารความเสี่ยงซัพพลายเชน
ด้านการนำเข้าเดือนพฤษภาคมขยายตัว 35.1% ส่งผลให้ดุลการค้าเดือนพฤษภาคมขาดดุล 5,711 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 5 เดือนแรกขาดดุล 25,209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการค้าไทยเดือนพฤษภาคม 2569 โดยการส่งออกขยายตัว 10.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอตัวลงจากเดือนเมษายนที่ขยายตัว 23.1% และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 12.7% อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นการขยายตัวระดับสองหลักต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
ด้านการนำเข้า ขยายตัว 35.1% ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 45.0% และต่ำกว่าคาดการณ์ตลาดที่ 36.3%
สำหรับหมวดสินค้าส่งออกที่ยังขยายตัวโดดเด่น ประกอบด้วยสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม โดยมีรายการสำคัญดังนี้
สินค้าเกษตร อย่างถั่วเขียวผิวมัน ขยายตัว 225.4% (ขยายตัวต่อเนื่อง 13 เดือน) และผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ขยายตัว 5.2% (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน)
อุตสาหกรรมเกษตร อย่างโกโก้และของปรุงแต่ง ขยายตัว 34.0% (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน) และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัว 3.1% (ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน)
สินค้าอุตสาหกรรม อย่างเครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ขยายตัว 188.2% (ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน), เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 129.9% (ขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน), เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 26.8% (ขยายตัวต่อเนื่อง 26 เดือน), อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัว 3.2% (ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน) และเม็ดพลาสติก ขยายตัว 17.4% (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน)
ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมดังกล่าวเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่มีการขยายตัวโดดเด่น รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค ซึ่งได้รับแรงหนุนทั้งจากการส่งออกและการนำเข้าสินค้าทุนที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
หุ้นที่ได้รับประโยชน์ในกลุ่มส่งออกและเกี่ยวเนื่อง ได้แก่ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI, บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET, บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท แฮลเซี่ยน เทคโนโลยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ HTECH, บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC และบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE
ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค ได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA และบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มการค้าและการลงทุนที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในระยะถัดไป

