
SCC ผูกมิตรมังกร.!
ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกซบเซาและฟื้นตัวช้า ซึ่งมีหลายปัจจัยกดดัน หนึ่งในนั้นเกิดจากการที่จีนซึ่งเดิมสวมบทผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าหลัก แต่มาวันนี้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้ผลิตหรือผู้ขายแทน...
ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกซบเซาและฟื้นตัวช้า ซึ่งมีหลายปัจจัยกดดัน หนึ่งในนั้นเกิดจากการที่จีนซึ่งเดิมสวมบทผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าหลัก แต่มาวันนี้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้ผลิตหรือผู้ขายแทน…ด้วยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมหาศาลของจีนส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด หรือโอเวอร์ซัพพลาย (Over supply) ตามมา
แต่เมื่อกำลังการผลิตจากจีนเยอะเกินไป ร้อนถึงรัฐบาลจีนที่ต้องออกใบสั่งให้ปฏิรูปอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันของประเทศ ด้วยการปิดโรงงานขนาดเล็ก ยกระดับโรงงานที่ล้าสมัยโดยด่วน…ซึ่งนั่นอาจเป็นโอกาสของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่จะขยับขยายในตลาดจีน..!?
หลังจากก่อนหน้านี้ไปปักธงที่ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านการลงทุนในบริษัท พีที จันดรา อัสรี แปซิฟิก ทีบีเค (PT Chandra Asri Pacific Tbk: CAP) แต่ล่าสุดได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 15.71% จากเดิมถือหุ้น 30.57% รวมถึงในประเทศเวียดนาม ผ่านโครงการลอง เซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals: LSP) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนวัตถุดิบ และเสริมศักยภาพการดำเนินงานระยะยาว
โอเค…ในตลาดจีน SCC คงค้าขายกันมานานแล้ว มีลูกค้าในมืออยู่แล้ว แต่การที่ “ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออกมาส่งสัญญาณอย่างนี้ มันน่าสนใจ ซึ่งถ้าดูจากคำให้สัมภาษณ์ 1) แนวทางความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรจีน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับพันธมิตรจีน เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจและเสริมสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยเน้นการสร้างความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืน
2) ความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะตลาดประเทศไทย และจีนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการขยายธุรกิจไปยังตลาดอาเซียน เพื่อเพิ่มฐานรายได้และโอกาสทางธุรกิจในระดับภูมิภาค
3) หลักการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัทให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพันธมิตรที่มีคุณภาพ มีความจริงใจในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน และสามารถสร้างความร่วมมือระยะยาวเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค
4) ศักยภาพการขยายความร่วมมือในอนาคต มีโอกาสที่จะเกิดความร่วมมือหรือดีลทางธุรกิจกับพันธมิตรจีนได้เร็วกว่ากรอบแผนระยะยาว 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความเหมาะสมของแต่ละโครงการ
5) ขอบเขตธุรกิจที่อยู่ระหว่างพิจารณา ความร่วมมือครอบคลุมธุรกิจหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ และพลังงานสีเขียว (Green Energy)
และ 6) เป้าหมายการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดอาเซียนจากระดับประมาณ 2% เป็นไม่เกิน 10% ภายในระยะเวลา 5-10 ปีข้างหน้า
ชัดเจนว่าคงไม่ใช่แค่การส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีไปขายในตลาดจีนหรอก…เชื่อหัวไอ้เรืองสิ
แต่น่าจะเป็นในลักษณะของการเป็น Strategic Partner เสียมากกว่า…
ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ให้นึกถึงเคส SCC ไปจับมือกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในกลุ่มปตท. เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ (พอลิเอทิลีน: Polyethylene และพอลิโพรพิลีน: Polypropylene) ในประเทศไทย
ซึ่งชัดเจนในเคสนั้น ฝั่งของ SCC จะซีเคียวเรื่องซัพพลาย ช่วยลดความเสี่ยงปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ (แนฟทา) เพราะมีพันธมิตรอย่าง PTTGC คอยซัพพอร์ตให้…
ฟาก PTTGC ก็ซีเคียวเรื่องดีมานด์ มี SCC ที่จะเป็นลูกค้าหลัก ไม่ต้องกังวลเรื่องโอเวอร์ซัพพลายอีกต่อไป
เป็นการปิดจุดบอด…เสริมจุดโตของกันและกันนั่นเอง..!!
กลับมาที่พันธมิตรจีน…อาจเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง SCC กับบริษัทปิโตรเคมีของจีนเพื่อสร้างตลาดใหม่ ส่วนจะถึงขั้นควบรวมกันเลยมั้ย..?? ไม่รู้ ๆ
แต่รู้ว่ากลยุทธ์ผูกมิตรมังกรของ SCC น่าสนใจแฮะ..!!
แต่น่าเสียดายตรงที่ช้างใหญ่อย่าง SCC จะเดินแต่ละที ค่อย ๆ ก้าว…เลยไม่ทันใจวัยโจ๋และนักลงทุนรุ่นใหม่สักเท่าใด..?? ว่าป๊ะละ..??
…อิ อิ อิ…
