
“ดาวโจนส์” ปิดบวก 72 จุด! ฟาก Nasdaq ร่วง แรงขายหุ้นเทค กดดัน
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดแบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่ Nasdaq ปรับตัวลง หลังหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่เผชิญแรงขาย ท่ามกลางความกังวลต่อมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI และแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.69) โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดในแดนบวก หลังนักลงทุนประเมินข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ และแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดทรงตัว
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 51,920.62 จุด เพิ่มขึ้น 71.72 จุด หรือ +0.14% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,357.49 จุด ลดลง 0.73 จุด หรือ -0.01% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 25,358.60 จุด ลดลง 118.03 จุด หรือ -0.46%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพลิกกลับจากการปรับตัวขึ้นในช่วงต้นวันมาปิดลบ กดดันดัชนี Nasdaq หลังนักลงทุนยังคงกังวลต่อการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) แม้ Micron Technology และ Qualcomm จะรายงานแนวโน้มความต้องการชิป AI ที่แข็งแกร่งก็ตาม
หุ้น Apple ร่วง 6.1% หลังบริษัทประกาศปรับขึ้นราคา iPad และ MacBook เพื่อชดเชยต้นทุนชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้น Nvidia, Microsoft และ Alphabet ต่างปรับตัวลดลงระหว่าง 0.5%-3.5%
สวนทางกับหุ้น Micron Technology ที่พุ่งขึ้น 15.7% หลังรายงานผลประกอบการและคาดการณ์รายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เช่นเดียวกับหุ้น Sandisk ที่พุ่งขึ้น 22% ขณะที่ Qualcomm, Western Digital และ Seagate Technology ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแรงหนุนของกลุ่มชิปหน่วยความจำ
นักลงทุนยังคงกังวลต่อการลงทุนด้าน AI ที่อาศัยการระดมทุนผ่านหนี้ของบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ รวมถึงความเป็นไปได้ที่เฟดอาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้แรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงกดดันตลาด
ในจำนวน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 มี 6 กลุ่มที่ปิดบวก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้นมากที่สุด 2.2% ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานอ่อนตัวลง ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับลดลง 0.1%
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Bio-Techne Corp พุ่งขึ้น 11.8% หลัง Merck KGaA ของเยอรมนี ตกลงเข้าซื้อกิจการในราคา 73 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ากิจการรวมประมาณ 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่หุ้น Hertz ร่วง 40.7% หลังบริษัทเปิดเผยว่า กำไรจากการดำเนินงานหลักที่ปรับปรุงแล้วในไตรมาส 2 มีแนวโน้มอยู่ใกล้ระดับล่างสุดของกรอบประมาณการที่เคยให้ไว้ พร้อมประกาศแผนเสนอขายหุ้นสามัญมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านตลาดการเงิน นักลงทุนยังคงให้น้ำหนักต่อการคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ตามข้อมูลจาก LSEG
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นทะลุระดับ 4.0% เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี
ขณะเดียวกัน ตัวเลขประมาณการครั้งสุดท้ายของ GDP ไตรมาส 1 ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจขยายตัว 2.1% สูงกว่าประมาณการก่อนหน้าที่ 1.6% ขณะที่จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาด สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี
