“เงินบาท-บอนด์ยีลด์” ผันผวนต่อ จับตาข้อมูลแรงงานสหรัฐ-ตะวันออกกลาง

KTB ชี้เงินบาทยังเผชิญ Two-way Risk จับตาข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ-ตะวันออกกลาง กำหนดทิศทางตลาด แนะผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมคงมุมมอง FED มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในปี 2026 ก่อนทยอยลดดอกเบี้ยในปี 2027 พร้อมแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ และไทย โดยเฉพาะหาก Bond Yield สหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 4.50%


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ตลาดการเงินทั่วโลกยังอยู่ในภาวะรอติดตามปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะรายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ปัจจุบัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (Bond Yield) เคลื่อนไหวบริเวณ 4.37% แบบไร้ทิศทาง ขณะที่นักลงทุนประเมินว่า FED มีโอกาสประมาณ 31% ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม มองว่าทิศทาง Bond Yield ยังมีความเสี่ยงทั้งสองด้าน (Two-way Risk) โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศออกมา

แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ และไทย โดยเฉพาะหาก Bond Yield สหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 4.50% เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงยังคงมุมมองว่า FED จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2026 ก่อนทยอยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2027 ซึ่งแตกต่างจากทั้ง Dot Plot ของ FED และมุมมองของตลาดในปัจจุบัน ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีนี้และปีหน้า

สำหรับค่าเงินบาท ยังคงประเมินว่าในระยะสั้นมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า (Two-way Risk) โดยปัจจัยสำคัญยังคงเป็นความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นรูปธรรม จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลาย โดยเฉพาะการใช้ Options เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด

ในระยะสั้น เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าจากแรงซื้อเงินดอลลาร์ช่วงปลายเดือน รวมถึงการปรับลดลงของราคาทองคำ หากราคาทองคำหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจเปิดทางลงทดสอบบริเวณ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงเพิ่มเติม แม้ค่าเงินดอลลาร์จะไม่ได้แข็งค่าขึ้นมากนัก อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนที่กลับมาเปิดรับความเสี่ยง หลังหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor ปรับตัวขึ้น อาจช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้การอ่อนค่าของเงินบาทเป็นไปอย่างจำกัด

นายพูน กล่าวว่า ให้จับตาการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นที่เข้าใกล้ระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มโอกาสที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน หากเกิดขึ้นจริง เงินบาทอาจแข็งค่าได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้น และอาจแข็งค่าต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หากเกิดพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED แม้ประเมินว่าความเป็นไปได้ดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำในระยะนี้

ทั้งนี้ คาดว่ากรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทจะมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ และหากมีการแทรกแซงค่าเงินเยนจริง เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ ยังคงมุมมองว่า แนวโน้มหลักของเงินบาทยังเป็นทิศทางอ่อนค่า หรืออย่างน้อยแกว่งตัวแบบไร้ทิศทางที่ชัดเจน ตามโมเมนตัมการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ โดยจะเปลี่ยนมุมมองเป็นเชิงบวกต่อเงินบาทก็ต่อเมื่อเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบเวลารายสัปดาห์

Back to top button