
6 เดือนเห็นผล! ทส. จับมือ 4 ห้างดัง ลุยลดขยะอาหารกว่า 1.8 พันตัน เซฟเงินได้เฉียด 10 ล้าน
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยความสำเร็จนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) หลังผลักดันโครงการ “ลดเหลือ ลดทิ้ง : Stop Food Waste SDG 12.3” ร่วมกับ 4 ศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่และร้านค้ากว่า 900 แห่ง ในรอบ 6 เดือน สามารถลดขยะอาหารจากต้นทางและกู้โลกจากการฝังกลบได้กว่า 1,800 ตัน เปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 10 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายความยั่งยืน
จากการที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ประกาศให้ปี 2568 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นขับเคลื่อนการลดขยะอาหารของประเทศไทย ภายใต้นโยบายเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (SDG 12) ล่าสุด สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ สผ. ได้จับมือกับ 15 หน่วยงานภาคีเครือข่าย รวมถึง 4 ศูนย์การค้าชั้นนำของไทย ได้แก่ สยามพิวรรธน์, เซ็นทรัลพัฒนา, เดอะมอลล์ และซีคอน ผ่านโครงการ “ลดเหลือ ลดทิ้ง : Stop Food Waste SDG 12.3” โดยระดมพลังจากร้านอาหารภายในศูนย์การค้าเข้าร่วมโครงการมากกว่า 900 ร้านค้า เพื่อร่วมกันรณรงค์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะอาหารในภาคบริการอย่างจริงจัง
จากการติดตามผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 พบว่าโครงการนี้สามารถลดปริมาณขยะอาหาร ณ แหล่งกำเนิดได้สูงถึง 103 ตัน คิดเป็นมูลค่าสะท้อนกลับทางเศรษฐกิจกว่า 6.2 ล้านบาท พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 89.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถสกัดกั้นขยะอาหารไม่ให้เข้าสู่หลุมฝังกลบได้อีกกว่า 1,774.35 ตัน โดยการนำขยะทั้งหมดไปแปรรูปใช้ประโยชน์อย่างถูกวิธี ทั้งการทำปุ๋ยหมัก อาหารสัตว์ และน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีก 3.5 ล้านบาท จนนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายส่งขยะอาหารเข้าสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมิตินี้ได้สูงถึง 1,013.16 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ภาพรวมในรอบ 6 เดือนนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวทางการลดและจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง ตลอดจนการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ สามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ อีกทั้งยังแสดงถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของภาคเอกชนไทยในการเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนในอนาคตต่อไป

