ครม.ไฟเขียวตั้งศูนย์อาเซียน “ด้านสภาพภูมิอากาศ” ดันไทยสู่ Net Zero ปี 2050

“สุชาติ” เผย ครม.เห็นชอบให้สัตยาบันจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีสะอาด หนุนไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 พร้อมเตรียมรับตำแหน่งประธานคณะทำงานอาเซียน ก.พ. 2570 ผลักดันมาตรฐานคาร์บอนเครดิตและลดก๊าซมีเทน เสริมศักยภาพเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาค


ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันต่อการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Centre for Climate Change) เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการรับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ ศูนย์ดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงพัฒนาระบบฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ของประเทศไทยภายในปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593

นายสุชาติ กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์อาเซียนฯ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสมาชิกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ข้อมูล และแนวปฏิบัติที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเสริมความพร้อมของภูมิภาคในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นอกจากนี้ ประเทศไทยเตรียมเข้ารับตำแหน่งประธานคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2570 เป็นต้นไป ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 โดยรัฐบาลมีแผนใช้บทบาทดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

สำหรับประเด็นสำคัญที่ไทยเตรียมผลักดัน ประกอบด้วย การยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการ HACI การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญ ตลอดจนการเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศของไทยเข้ากับศูนย์อาเซียนฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการดำเนินนโยบายร่วมกัน

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทประเทศไทยบนเวทีภูมิภาค โดยเฉพาะการสร้างโอกาสเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของไทยในระยะยาว

Back to top button