
BLS แนะซื้อ TIDLOR ชี้สินเชื่อพ้นจุดต่ำสุด กำไรปีนี้ทะลุ 5.7 พันล้าน
BLS แนะนำซื้อ TIDLOR มองธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 69 หนุนกำไรปีนี้แตะ 5,769 ล้านบาท เติบโต 16.9% พร้อมมองกำไรยังมีอัพไซด์อีก 2% จากการตั้งสำรองต่ำกว่าคาดและต้นทุนการเงินลดลง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR พร้อมประเมินว่ากำไรสุทธิปี 2569 ยังมีอัพไซด์เพิ่มเติมราว 2%
ทั้งนี้ คาดรายได้รวมปี 2569 อยู่ที่ 22,439 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% ในปี 2568 ขณะที่กำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 5,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9% ส่งผลให้กำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มเป็น 1.99 บาท ส่วนกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Profit) คาดว่าจะอยู่ที่ 8,507 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% จาก 8,087 ล้านบาท และ Core EPS เพิ่มเป็น 2.94 บาท
ส่วนอัตราการตั้งสำรองในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.71% ต่ำกว่าสมมติฐานทั้งปีที่ 2.42% อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีโอกาสที่การตั้งสำรองทั้งปีจะต่ำกว่าคาดราว 13 จุดเบส และอาจหนุนกำไรสุทธิปี 2569 สูงกว่าประมาณการเดิมประมาณ 2% ขณะที่คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปีส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของ TIDLOR ลดลงต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2-4 และคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลปี 2569 ที่ 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) 3.1%
โดย TIDLOR ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อปี 2569 ที่ 5-10% เมื่อเทียบกับปีก่อน สอดคล้องกับประมาณการของ BLS ที่คาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 6% โดยบริษัทเริ่มเห็นความต้องการสินเชื่อในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
ขณะที่พอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง ซึ่งคิดเป็น 7% ของพอร์ตสินเชื่อรวม มีมูลค่า 8.1 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสก่อน นับเป็นการกลับมาเติบโตครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังหดตัวต่อเนื่องในช่วงปี 2565-2568 โดยคาดว่าพอร์ตดังกล่าวจะทรงตัวจนถึงสิ้นปีนี้
พร้อมกันนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ยังประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ของ TIDLOR จะยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง หลังบริษัทคัดกรองสินเชื่อใหม่อย่างเข้มงวด โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีอัตราส่วนเงินสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียนที่ 3.6% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่ ASK คาดว่าระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จะทยอยลดลงจนถึงสิ้นปี สะท้อนคุณภาพสินเชื่อที่ยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง

