TU ยอดขายอาหารทะเลแปรรูป-สัตว์เลี้ยงพุ่ง หนุนกำไรไตรมาส 3 แตะ 1.35 พันล้านบาท

TU โชว์กำไรไตรมาส 3/69 แตะ 1,346 ล้านบาท โต 3.2% รับยอดขายอาหารทะเลแปรรูป-อาหารสัตว์เลี้ยงหนุน ดันรายได้รวมแตะ 35,679 ล้านบาท กำไรดำเนินงานพุ่ง 16.2% อยู่ที่ 2,087 ล้านบาท ขณะที่กำไร 9 เดือนแรกแตะ 3,723 ล้านบาท โต 3.5% พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Strategy 2030


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มียอดขายรวม 35,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการเติบโตต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 2,087 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% และมีอัตรากำไรขั้นต้น 20.4% สูงกว่าระดับ 20% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลประกอบการที่เติบโตดังกล่าวได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการดำเนินกลยุทธ์ Strategy 2030 โดยมุ่งขยายยอดขายผลิตภัณฑ์พรีเมียม เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง วัตถุดิบ และภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 สะท้อนความคืบหน้าในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักและยกระดับความสามารถในการทำกำไร โดยบริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นเหนือระดับ 20% ได้เป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategy 2030 ซึ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียม การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างความร่วมมือระหว่างธุรกิจภายในกลุ่ม

สำหรับธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปภายใต้แบรนด์ มียอดขายเพิ่มขึ้น 6.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้านการตลาด การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ และการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ รวมถึงการขยายผลิตภัณฑ์พรีเมียมของ King Oscar ในสหรัฐอเมริกา และการพัฒนา Parmentier ให้เป็นแบรนด์ระดับพรีเมียม

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์เนื้อทูน่าฉีก (Pulled Tuna) ภายใต้ 5 แบรนด์ของไทยยูเนี่ยนในภูมิภาคยุโรป เพื่อขยายฐานผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการยกระดับอัตรากำไรของธุรกิจหลัก

ขณะเดียวกัน บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัท เฟลป์ส เพ็ท โปรดักส์ (Phelps Pet Products) ผู้ผลิตขนมสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา มูลค่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,300 ล้านบาท เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีศักยภาพเติบโตสูง

ส่วนบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ได้จัดตั้งบริษัท Thai Union Feedmill Ecuador S.A.S. เพื่อลงทุนในโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจในต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกา

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับงวด 9 เดือน และกำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้น 7.8% อยู่ที่ 0.97 บาท สะท้อนการเติบโตของธุรกิจหลักและความสามารถในการรักษาอัตรากำไร

ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการจัดสรรเงินทุน โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนสูง ควบคู่กับการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการระดมทุนผ่าน Blue Finance เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ท้องทะเล และเชื่อมโยงกลยุทธ์ทางการเงินกับเป้าหมายความยั่งยืนระยะยาว

นายธีรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรก บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายผลการดำเนินงานปี 2569 ได้ตามที่คาดการณ์ไว้ โดยยังคงมุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ขยายสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียม และจัดสรรเงินทุนไปยังโอกาสทางธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับองค์กร พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Strategy 2030 เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว

Back to top button