
KKPS ชูหุ้นแบงก์รับโฟลว์ไหลเข้า 2.6 หมื่นล้าน “KTB-KBANK” นำทีม
บล.เกียรตินาคินภัทร มองบวกหุ้นธนาคารพาณิชย์ หลังเงินทุนต่างชาติไหลเข้าทะลุ 2.6 หมื่นล้านบาท ทำนิวไฮในรอบ 20 สัปดาห์ ชู KTB และ KBANK เป็นหุ้นเด่นประจำกลุ่ม ประเมินผลประกอบการผ่านขุดต่ำสุดไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.ค. 69) นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุว่า สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลเข้าสุทธิกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ทำสถิติสูงสุดในรอบ 20 สัปดาห์
โดยกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการหมุนเวียนเงินทุนรอบนี้คือ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากอยู่ในกลุ่มหุ้นที่มีคุณค่าและทนทานต่อสภาวะตลาด (Value & Defensive) อีกทั้งมีการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง และสะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชน
ทั้งนี้ยังคงเลือก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTBและ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เป็นหุ้นเด่นประจำกลุ่ม ขณะเดียวกัน การปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นตัวอื่น ๆ อย่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO ถือเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการปรับมูลค่าของกลุ่มธนาคาร (Sector Re-rating) กำลังกระจายตัวออกไปในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันหุ้นกลุ่มธนาคารไทยมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีราคาซื้อขายที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Discount) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ โดยแบงก์ไทยมีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ปี 2569 เพียง 0.94 เท่า และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 5.9% ในขณะที่กลุ่มธนาคารของประเทศสิงคโปร์มีการซื้อขายที่ระดับ PBV มากกว่า 2.0 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลต่ำกว่า 5% ดังนั้น หุ้นธนาคารไทยจึงยังคงมีส่วนลดอย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสสูงที่จะได้รับการปรับเพิ่มมูลค่า (Re-rating) เนื่องจากแนวโน้มกำไรเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
พร้อมกันนี้คาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารช่วงไตรมาสที่ 2 จะเป็นจุดต่ำสุดของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และประเมินว่าในปี 2570 จะเริ่มเห็นการทยอยฟื้นตัวของการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับการที่โครงสร้างต้นทุนของกลุ่มธนาคารมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการบริหารเงินทุนในเชิงรุก เช่น การจ่ายเงินปันผล การซื้อหุ้นคืน และการจ่ายเงินปันผลพิเศษ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนราคาหุ้นในระยะต่อไป
ทั้งนี้กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยครั้งนี้ คาดว่ามาจากเม็ดเงินของกองทุนประเภท Active Long-only ที่มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีมูลค่าเหมาะสม (Value) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการหมุนเวียนเงินทุนที่ไหลออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชีย

