
MGC คัมแบ็กรอบใหญ่!“หยวนต้า” เคาะซื้อเป้า 20.20 บ. ลุ้นกำไร Q2 พุ่ง 5 เท่ารับยอด”อีวีหรู“
“บล.หยวนต้า” แนะ "ซื้อ" MGC เป้า 20.20 บาท หลังเปลี่ยนผ่านสู่รถ EV รับอานิสงส์ XPENG และ ZEEKR คาดดันกำไรไตรมาส 2/69 นิวไฮ 350 ล้านบาท โตทะลัก 509% คาดทั้งปี 69 โต 86% ขณะที่ราคาปัจจุบัน 7.50 บาท ใกล้กลับมาเหนือราคา IPO ที่ 7.95 บ. ปันผลเด่น 7%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้นบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC พร้อมกำหนดราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ที่ 20.20 บาท โดยมองว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจจำหน่ายรถยนต์แบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีและระบบนิเวศการเดินทาง (Mobility Lifestyle Ecosystem) แบบครบวงจร ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ MGC มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การจำหน่ายรถยนต์ตั้งแต่กลุ่ม Mass Market ไปจนถึง Ultra-Luxury รวมถึงธุรกิจบริการหลังการขาย รถเช่า ธุรกิจการเงิน และประกันภัย โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัทคือการเข้าถือหุ้นและรวมงบการเงินของกลุ่ม Neo Mobility ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า XPENG อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักของ ZEEKR
ฝ่ายวิจัยมองว่า ความร่วมมือกับ XPENG จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของ MGC จากจุดแข็งด้านเทคโนโลยีของแบรนด์ ฐานลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่ารถยนต์ยุโรป รวมถึงรูปแบบการบริหารสินค้าคงคลังที่ใช้เงินทุนหมุนเวียนต่ำกว่า
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2569 คาดว่า MGC จะมีกำไรปกติทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 509.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากยอดส่งมอบรถยนต์ XPENG และ ZEEKR ที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่รายได้รวมคาดอยู่ที่ 6,681 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นเป็น 14.9%
นอกจากนี้ หยวนต้ามองว่า MGC ไม่ควรถูกประเมินมูลค่าในฐานะผู้จำหน่ายรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยอาศัยจุดแข็งจากฐานลูกค้าระดับไฮเอนด์ เครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมถึงประสบการณ์ด้านการให้บริการ เพื่อต่อยอดจากธุรกิจ Smart EV ไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ XPENG อาทิ หุ่นยนต์ Humanoid Robot รถยนต์ไร้คนขับ (Robotaxi) และรถยนต์บินได้ (Flying Car) ในอนาคต
ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปกติปี 2569 จะอยู่ที่ 1,272 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% จากปีก่อน จากการรับรู้รายได้ของ XPENG เต็มปี การรวมผลประกอบการของ Neo Mobility และสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น ก่อนจะเติบโตต่ออีก 14% ในปี 2570 สู่ระดับ 1,447 ล้านบาท จากการรับรู้ยอดขายรถยนต์รุ่นใหม่เต็มปี การขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย และสัดส่วนรายได้จากรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยประมาณการดังกล่าวยังไม่ได้รวมปัจจัยบวกจากผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและแบรนด์ใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคต
สำหรับราคาเป้าหมายที่ 20.20 บาท คำนวณจากการประเมินมูลค่าหลายกรณี ตั้งแต่การประเมินในฐานะผู้จำหน่ายรถยนต์ทั่วไปที่ PER 12 เท่า ไปจนถึงการให้ Valuation Premium ในฐานะผู้แทนจำหน่ายเทคโนโลยี โดยราคาเป้าหมายดังกล่าวคิดเป็น PER ปี 2570 ที่ประมาณ 16 เท่า ซึ่งยังเหมาะสมเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ย (CAGR) ในช่วงปี 2568-2571 ที่คาดไว้ราว 34% ต่อปี
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังมองว่าบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ การขยายสาขาจำหน่าย โอกาสนำผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย รวมถึงคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปี โดยคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลครึ่งแรกปี 2569 ที่ 0.20 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ราว 2.7%
ขณะเดียวกัน หุ้น MGC ปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2569 เพียง 6.6 เท่า ซึ่งหยวนต้ามองว่ายังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการในระยะข้างหน้า
ด้านความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น MGC เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ปิดการซื้อขายที่ 7.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 4.17% มูลค่าการซื้อขาย 33.07 ล้านบาท ขณะที่ราคาเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) อยู่ที่ 7.95 บาท โดยบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566

