โบรกชี้ GULF กำไร Q3 โต 28% แตะ 9.3 พันล้าน รับโรงไฟฟ้า-ADVANC หนุน แนะซื้อเป้า 79 บ.

บล.กสิกรไทย ชี้ GULF กำไรไตรมาส 3/69 โต 28% แตะ 9.3 พันล้านบาท รับโรงไฟฟ้า GPD-HKP และส่วนแบ่งกำไร ADVANC หนุน ขณะที่งวด 9 เดือนกำไรปกติโต 47% แตะ 3.07 หมื่นล้านบาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 79 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 9,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 25% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 27% จากไตรมาสก่อนหน้า หลังหักรายการกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์จำนวน 244 ล้านบาท ส่วนกำไรปกติงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 30,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้า GPD และ HKP การรับรู้กำลังการผลิตใหม่จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กำไรจากการบริหารจัดการธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Optimization) รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม กำไรที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีสาเหตุหลักจากรายได้เงินปันผลจากธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่ลดลง การไม่มีรายการกำไรจากการขายเงินลงทุนใน PLPC จำนวน 1,900 ล้านบาท ซึ่งรับรู้ในไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า GSRC

ด้านรายได้รวมในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 52,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ธุรกิจ LNG ที่เพิ่มขึ้น และความคืบหน้าของงานก่อสร้างโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (MTP3)

ขณะที่รายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 3% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณการจ่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ลดลง ส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการรับรู้กำลังการผลิตใหม่รวม 847 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 12.6% จากระดับ 22.4% ในไตรมาส 3/2568 และ 16.5% ในไตรมาส 2/2569 เนื่องจากผลกระทบของการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า IPP ประกอบกับต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft)

นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรปกติจากบริษัทร่วมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการ โดยเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 6,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ ส่วนแบ่งกำไรหลักมาจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC จำนวน 4,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐอเมริกาสร้างส่วนแบ่งกำไร 991 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 268% จากไตรมาสก่อนหน้า จากราคาขายไฟฟ้าและรายได้ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (Capacity Payment) ในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ รวมถึงความเร็วลมที่เพิ่มขึ้นของโครงการ Gulf Gunkul ซึ่งช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจดังกล่าว

ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย ระบุว่า GULF มีกำหนดจัดประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 เพื่อนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานและความคืบหน้าทางธุรกิจ

ด้านคำแนะนำการลงทุนฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น GULF โดยให้ราคาเป้าหมาย 79.00 บาทต่อหุ้น อ้างอิงการประเมินมูลค่าด้วยวิธีผลรวมมูลค่าธุรกิจ (SOTP) ภายใต้ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) ที่ 4.4%

Back to top button