
CGSI แนะลดพอร์ต “หุ้นแบงก์” หลังกำไร Q2 หดตัว-อัปไซด์ราคาจำกัด
CGSI ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแบงก์ หลังราคาหุ้นปรับขึ้นจนมีอัปไซด์จำกัด และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลไม่จูงใจเท่าอดีต อย่างไรก็ตามมองว่า KKP และ KTB ทำผลงานกำไรได้ดีที่สุด ขณะที่ BBL กำไรพลาดเป้ามากที่สุด
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุว่า ประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ พบว่ามีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 5.64 หมื่นล้านบาท ปรับตัวลดลง 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรอง (PPOP) รวมในไตรมาส 2/2569 หดตัว 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหดตัว 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งถูกกดดันจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ การเติบโตของสินเชื่อรวมไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน, เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 2.5% นับตั้งแต่ต้นปี ทางด้านคุณภาพสินทรัพย์ สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ของกลุ่มธนาคารปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 3.59% ในไตรมาส 2/2569 จากระดับ 3.63% ในไตรมาส 1/2569 โดยยอดหนี้ NPL รวมลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ระดับ 1.34% ในไตรมาส 2/2569 ปรับลดลงเล็กน้อยจาก 1.38% ในไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) รวมในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 2.88% ปรับตัวลดลง 0.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยรวมในไตรมาส 2/2569 เติบโต 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์, ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน, รายได้เงินปันผล และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) รวมอยู่ที่ 43.4% ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นจาก 41.9% ในไตรมาส 1/2569 และด้วยผลกำไรสุทธิที่ลดลงทั้ง YoY และ QoQ ทำให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) รวมในไตรมาส 2/2569 ลดลงเหลือ 9.1% จาก 9.3% ในไตรมาส 1/2569
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายธนาคารพบว่า ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP มีผลกำไรไตรมาส 2/2569 โดดเด่นและสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากที่สุด จากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้ค่าธรรมเนียมและการขยายตัวของสินเชื่อที่ดี รองลงมาคือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มีกำไรสูงกว่าคาดการณ์ 8.1% เนื่องจากต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อที่ต่ำกว่าคาด
ขณะที่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มีผลกำไรไตรมาส 2/2569 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จากการประเมินของ Bloomberg Consensus มากที่สุดถึง 11.4% โดยเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยสูงกว่าที่คาด และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยชะลอตัวลง
ทั้งนี้ ภายหลังการประกาศงบไตรมาส 2/2569 ทาง CGSI ได้ปรับลดคำแนะนำหุ้น บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และ KKP ลงจาก “ถือ” เป็น “ลดน้ำหนักการลงทุน” (Reduce) หลังจากราคาหุ้นปรับตัวสูงเกินกว่าราคาเป้าหมายใหม่ นอกจากนี้ยังได้ปรับลดคำแนะนำหุ้น บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ลงจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” จากการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) เนื่องจากแนวโน้มต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มบริษัทลูก (Gen 2)
โดยปัจจุบัน มูลค่าพื้นฐานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ซื้อขายกันที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ปี 2569 ที่ 0.93 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ระดับ +3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยมีอัปไซด์จำกัด ภายใต้ประมาณการ ROE ปี 2569-2570 ที่ระดับ 8.6-8.8% ทั้งนี้ จากการที่ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น (Outperform) ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในปี 2569-2570 คาดว่าจะอยู่ที่ 5.4-5.6% ซึ่งระดับดังกล่าวไม่น่าดึงดูดเท่ากับช่วงต้นปี 2568 ดังนั้น CGSI จึงประเมินว่านักลงทุนควรลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารลง

