
BAY ชี้กรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.40-34.00 บ. จับตาประชุม “เฟด” คาดตรึงดอกเบี้ย 3.50-3.75%
แบงก์กรุงศรีอยุธยา (BAY) ประเมินค่าเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.40-34.00 บาท/ดอลลาร์ หลังสัปดาห์ก่อนร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 15 เดือน รับราคาน้ำมันโลกพุ่ง ส่วนปัจจัยในประเทศได้อานิสงส์คลังปรับเพิ่มเป้า GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% และยอดส่งออกเดือนมิถุนายนที่ขยายตัวสูงถึง 20.8%
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ บริษัท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาพรวมตลาดเงินและตลาดทุนในสัปดาห์นี้ประเมินว่านักลงทุนจะให้ความสนใจและติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% และอาจแสดงความกังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมสัปดาห์นี้ ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.25% ตามคาด พร้อมเปิดช่องสำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์
ด้านปัจจัยภายในประเทศ กระทรวงการคลังได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 1.6% โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการภาคการค้า การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว รวมถึงผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขมูลค่าการส่งออกในเดือนมิถุนายน พบว่าเพิ่มขึ้น 20.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดการนำเข้าขยายตัว 50.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมิถุนายนขาดดุลจำนวน 6.53 พันล้านดอลลาร์
พร้อมกันนี้ประเมินทิศทางค่าเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.40-34.00 บาท/ดอลลาร์ เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเงินบาทปิดอ่อนค่าลงที่ระดับ 33.70 บาท/ดอลลาร์ หลังจากซื้อขายในกรอบ 33.60-33.85 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาทได้แตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 15 เดือน เป็นผลมาจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินหลัก
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน โดยปัจจัยเร่งราคาน้ำมันดิบมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนเข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกขยายวงกว้างออกไปมากกว่าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวและกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตี

