“ศุภชัย” ผลักดัน Quantum Club Thailand ระดมแสนล้าน ปั้นไทยฮับนวัตกรรม

“ศุภชัย เจียรวนนท์” เดินหน้าผลักดัน Quantum Club Thailand สร้างระบบนิเวศ Deep Tech หนุนวิจัย Quantum Computing เสนอศูนย์นวัตกรรม 5 ด้าน ลงทุนแสนล้านบาท หวังดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมภูมิภาค


นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยภายในงานเปิดตัว Quantum Club Thailand ณ True Digital Park ว่า เทคโนโลยีควอนตัมถือเป็น Deep Tech ที่แท้จริง และเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต แม้ปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและไม่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Commercialize) ได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่การเร่งสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศ

การก่อตั้ง Quantum Club Thailand มีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่รวมตัวของกลุ่มบุคคลและองค์กรที่มีความสนใจร่วมกัน (Like-minded) ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมี True Digital Park ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระบบนิเวศด้านนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันมีพันธมิตรจาก Big Tech ระดับโลก บริษัท Venture Capital (VC) สถาบันการศึกษา และสตาร์ทอัพ รวมกว่า 5,800 ราย

นายศุภชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีศักยภาพสูง แต่ที่ผ่านมาเกิดข้อจำกัดจากการขาดแคลนห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์สำหรับการวิจัยและทดสอบ ส่งผลให้บุคลากรจำนวนหนึ่งต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ดังนั้น การลงทุนด้านเครื่องมือวิจัยจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาบุคลากรคุณภาพไว้ภายในประเทศ

ทั้งนี้ มีแผนนำเข้าอุปกรณ์และเทคโนโลยี Quantum Computing จากประเทศในฝั่งยุโรป เพื่อติดตั้งในห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ True Digital Park สำหรับใช้ในการวิจัยและทดสอบ ควบคู่กับความร่วมมือจากภาคการศึกษา โดยเฉพาะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเริ่มนำเทคโนโลยีควอนตัมเข้ามาศึกษาล่วงหน้าแล้ว

นายศุภชัย ระบุเพิ่มเติมว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ Arise Ventures Group พร้อมสนับสนุนด้านทุนวิจัย (Seed Fund) และการจัดพื้นที่ทดลองใช้งานจริง (Sandbox) เนื่องจากเครือซีพีมีระบบนิเวศธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งเกษตรและอาหาร (Agro-tech & Food-tech) สุขภาพและชีวภาพ (Biotech & Health-tech) ค้าปลีกและโลจิสติกส์ (Fulfillment & Logistics) โทรคมนาคม สื่อดิจิทัล และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งล้วนมีความต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Quantum Computing เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

พร้อมกันนี้ นายศุภชัยได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐในการจัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรม (Innovation Center) หรือห้องปฏิบัติการวิจัยใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ Space Tech, Digital & Computing Tech, Robotic & Automation, Biotech และ Material Science/Nanotech โดยมีแนวคิดจับคู่ความร่วมมือกับ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย

สำหรับโครงสร้างการลงทุนศูนย์นวัตกรรมทั้ง 5 ด้าน คาดว่าจะใช้งบลงทุนรวมประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1.อุปกรณ์และห้องปฏิบัติการ (Testing Equipment & Labs) 1 ใน 3 ของงบลงทุน เพื่อจัดหาเครื่องมือวิจัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถดึงดูดนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกเข้ามาทำงานในประเทศไทย

2.การจ้างบุคลากรระดับโลก (Global Talent) 1 ใน 3 ของงบลงทุน เพื่อดึงนักวิชาการชั้นนำเข้ามาประจำในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 3-5 ปี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้

3.ทุนวิจัย (Research Grant) 1 ใน 3 ของงบลงทุน สำหรับสนับสนุนการพัฒนาโครงการวิจัยใหม่

นายศุภชัย กล่าวว่า หากประเทศไทยสามารถระดมทุนระดับแสนล้านบาท และสร้างศูนย์นวัตกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ กรุงเทพฯ มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค หรือเป็น “Silicon Valley” และ “Boston” แห่งใหม่ของภูมิภาคได้

ด้านแนวทางการระดมทุน เสนอให้ใช้รูปแบบ Matching Fund ระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยภาคเอกชนรวมตัวระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือกลไกการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน (Yield) ประมาณ 5% หรือราว 5,000 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี

โครงสร้างเงินลงทุนดังกล่าวแบ่งเป็นภาคเอกชนสนับสนุน 2,500 ล้านบาทต่อปี พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และภาครัฐจัดสรรงบประมาณสมทบอีก 2,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้าง Innovation Cluster มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้สำเร็จ

Back to top button