
จับตาพรุ่งนี้! กลุ่ม “ปูนซิเมนต์ไทย” แถลงแผนใหญ่ ร่วมทุน PTTGC
จับตากลุ่ม “ปูนซิเมนต์ไทย” แถลงข่าว 29 ต.ค.นี้ ลุ้นเปิดความคืบหน้าดีลร่วมทุนปิโตรเคมีกับ PTTGC หลังเดินหน้าตรวจสอบสถานะกิจการ เจรจาเงื่อนไขธุรกรรม และประเมินผลประโยชน์ร่วม พร้อมตั้งเป้าสรุปโครงสร้างถือหุ้นและรายละเอียดสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เตรียมจัดงานแถลงผลประกอบการเอสซีจี ประจำไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2569 โดยมี นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมแถลงผลการดำเนินงานและตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน ณ ห้องพิมานสยาม ฮอลล์ ชั้น 29 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร ระหว่างเวลา 15:30-16:30 น.
ทั้งนี้ นอกเหนือจากการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 แล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือความคืบหน้าของแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจปิโตรเคมีระหว่าง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SCC และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ภายหลังทั้งสองบริษัทตั้งเป้าสรุปรายละเอียดสำคัญของธุรกรรมภายในเดือนตุลาคม 2569
ก่อนหน้านี้ SCGC และ PTTGC ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดำเนินธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสำคัญ ได้แก่ โพลีเอทิลีน (PE) และโพลีโพรพิลีน (PP) โดยมีเป้าหมายผสานศักยภาพและจุดแข็งด้านการผลิต การบริหารต้นทุน และการจัดการห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองบริษัท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ทั้งสองบริษัทได้เปิดเผยความคืบหน้าว่า การศึกษาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยังคงดำเนินไปตามแผน โดยอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) ควบคู่กับการเจรจาเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และการประเมินมูลค่าประโยชน์ร่วม (Synergies) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการผสานศักยภาพและสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย
สำหรับขอบเขตธุรกิจที่อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมทุน ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยของทั้งสองบริษัท โดยฝั่ง SCGC ประกอบด้วยโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลีเอทิลีน และโพลีโพรพิลีน รวมถึงการถือหุ้นในกิจการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด
ขณะที่ฝั่ง PTTGC ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย รวมถึงการถือหุ้นในบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด โดยภายใต้โครงสร้างที่อยู่ระหว่างการศึกษา บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะเข้าถือหุ้นในกิจการร่วมทุนที่เกี่ยวข้องแทน SCGC และ PTTGC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับโครงสร้างการถือหุ้นเบื้องต้น PTTGC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าสรุปรายละเอียดสำคัญภายในเดือนตุลาคม 2569 ครอบคลุมโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม และมูลค่าประโยชน์ร่วมที่คาดว่าจะได้รับจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน
ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น (Economies of Scale) การบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน การบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก
อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกรรมดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณารายละเอียด โดยการลงนาม MOU เป็นข้อตกลงเบื้องต้นที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย อีกทั้งการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตลอดจนการอนุมัติภายในองค์กรของทั้งสองบริษัท ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ดังนั้น การแถลงผลประกอบการของ SCC ในวันที่ 29 ตุลาคม 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตาม โดยเฉพาะทิศทางผลการดำเนินงานไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 รวมถึงความชัดเจนเกี่ยวกับแผนร่วมทุน SCGC-PTTGC ทั้งโครงสร้างการถือหุ้นและมูลค่าประโยชน์ร่วมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่มเอสซีจีในระยะยาว

