
KBANK เร่งสร้าง Resilience รับ 7 เมกะเทรนด์ พร้อมหนุน Energy Transition สู่อนาคต
แบงก์กสิกรไทย (KBANK) ชี้ ธุรกิจต้องเร่งสร้าง Resilience รับ 7 เมกะเทรนด์ มอง Energy Transition โอกาสใหม่ พร้อมหนุนธุรกิจปรับตัวสู่อนาคต
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญสะท้อนให้เห็นว่า “ความยืดหยุ่น” เป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอน โดยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ระบบธนาคารเผชิญปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระดับสูงถึง 45% ทำให้ภารกิจสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสด้านข้อมูลทางการเงิน เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุน ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ธนาคารต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเงินกองทุนและ Operational Resilience เพื่อทำหน้าที่เป็น “Financial Enabler” ให้ระบบการเงินยังคงเดินหน้าต่อได้ ทั้งการหมุนเวียนเงินสด การโอนเงิน และการบริหารจัดการธุรกรรม FX เพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ แม้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดจากมาตรการล็อกดาวน์
สำหรับทิศทางในช่วงปี 2568-2573 ธุรกิจต้องเตรียมพร้อมรับมือ 7 เมกะเทรนด์สำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงบริบทเศรษฐกิจและการแข่งขัน ได้แก่ การเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ค่าครองชีพและเงินเฟ้อ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและประเด็นสิ่งแวดล้อม ความท้าทายด้านแรงงานและสังคม การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย ซึ่งล้วนส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ
โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่มองว่าเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของภาคธุรกิจไทย เนื่องจากตลาดดังกล่าวมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ธุรกิจจึงจำเป็นต้องเร่งวางตำแหน่งของตนเองใน Supply Chain ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานหมุนเวียน ชีวมวล หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า บทบาทของCFOในยุคปัจจุบันต้องก้าวข้ามจากการดูแลบัญชีและตัวเลข สู่การเป็น “Strategic Partner” ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเข้ากับ Supply Chain และช่วยองค์กรกำหนดทิศทางการ Transformation ได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การบริหารต้นทุนควรใช้หลัก 80/20 โดยให้ความสำคัญกับรายการที่สร้างผลกระทบสูง เช่น วัตถุดิบ แรงงาน และพลังงาน
รวมถึงบริหารลูกหนี้และเจ้าหนี้การค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสภาพคล่องและกระแสเงินสดให้ธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต พร้อมย้ำว่าธุรกิจไม่สามารถปรับเปลี่ยนโมเดลได้ภายในเวลาเพียง 3-6 เดือน แต่ต้องเริ่มวางแผนล่วงหน้า 2-3 ปี เพราะการ “Predict & Prepare” คือหัวใจสำคัญของการสร้างความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรทางการเงิน สนับสนุนธุรกิจที่กล้าปรับตัวและมีศักยภาพในการเติบโตภายใต้บริบทใหม่ โดยหลักสำคัญคือ “Doing is Financing” ธนาคารพร้อมสนับสนุนเงินทุนให้กับธุรกิจที่สามารถแสดงให้เห็นถึงสมมติฐาน (Assumption) และข้อมูล (Data) ที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือรองรับโมเดลธุรกิจใหม่ ควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ทั้งผู้ถือหุ้น ลูกค้า ธนาคาร และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง เพราะความสัมพันธ์ที่แข็งแรงจะเป็นเกราะสำคัญในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต ขณะที่ธุรกิจเองต้องกล้าที่จะเปลี่ยนจาก “ท่าเดิม” และเร่งค้นหาโอกาสใหม่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว
