
แรงขาย DELTA ฉุด SET ปิดลบ 4 จุด จับตางบ Q3-ผลประชุมเฟดพรุ่งนี้
SET ปิดที่ 1,575.02 จุด ลดลง 4.01 จุด มูลค่าซื้อขาย 6.70 หมื่นล้านบาท หลังแรงขาย DELTA กดดันจากความกังวลงบไตรมาส 3/69 ขณะที่หุ้นพลังงาน-ปิโตรเคมี-แบงก์ช่วยพยุง บล.เมย์แบงก์คาดพรุ่งนี้แกว่งกรอบ 1,560–1,590 จุด จับตาผลประชุมเฟด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ต.ค.69) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,575.02 จุด ลดลง 4.01 จุด หรือ 0.25% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 67,040.05 ล้านบาท โดยดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ หลังปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในวันทำการก่อนหน้า ท่ามกลางแรงขายหุ้น DELTA ก่อนการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569
นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบจำกัดและปรับตัวพักฐานเล็กน้อย หลังจากดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในวันก่อนหน้า ขณะที่ตลาดยังขาดปัจจัยบวกใหม่ที่จะเข้ามาสนับสนุนการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยปัจจัยหลักที่กดดันดัชนีมาจากแรงขายหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งนักลงทุนบางส่วนเลือกขายเพื่อลดความเสี่ยงก่อนการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เนื่องจากยังมีความไม่มั่นใจว่ากำไรของบริษัทจะสามารถเติบโตได้ตามที่ตลาดคาดการณ์หรือไม่ ประกอบกับ DELTA เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีและธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่วยพยุงดัชนีไม่ให้ปรับตัวลดลงรุนแรง แม้ภาพรวมการลงทุนยังเผชิญแรงกดดันจากการขายทำกำไรในหุ้นบางกลุ่ม
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงติดตามความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลก รวมถึงการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มีกำหนดประกาศผลในวันที่ 28 ต.ค.69 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นในระยะสั้น
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันพรุ่งนี้ (28 ต.ค.69) บล.เมย์แบงก์ประเมินว่าดัชนี SET จะยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ระหว่างรอติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ DELTA ซึ่งมีผลต่อทิศทางและความเชื่อมั่นของตลาดค่อนข้างมาก พร้อมประเมิน แนวรับที่ 1,560 จุด และแนวต้านที่ 1,590 จุด
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่


