
“ดาวโจนส์” ปิดลบ 22 จุด ฟาก S&P 500–Nasdaq พุ่ง หลังเงินเฟ้อสหรัฐชะลอ คาดเฟดคงดอกเบี้ย
ดาวโจนส์ปิดลบ 22 จุด ขณะที่ S&P 500–Nasdaq ปรับขึ้น รับแรงซื้อหุ้น AI หลังเงินเฟ้อสหรัฐชะลอ หนุนตลาดคาดเฟดคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อวันพุธ (12 ส.ค.69) โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาไม่ร้อนแรง ช่วยหนุนความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ส่วนดัชนีดาวโจนส์ปิดลบเล็กน้อย
ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 53,770.27 จุด ลดลง 21.58 จุด หรือ -0.04% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,748.50 จุด เพิ่มขึ้น 20.30 จุด หรือ +0.26% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,588.49 จุด เพิ่มขึ้น 143.04 จุด หรือ +0.54%
ด้านปัจจัยเศรษฐกิจ ราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่สูง ส่งผลให้ความคาดหวังว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้าลดลงอีก
นักลงทุนให้น้ำหนัก 62% ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ตามข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch Tool ขณะที่ก่อนการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม การคาดการณ์ของตลาดแบ่งออกใกล้เคียงกันระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยกับการคงอัตราดอกเบี้ย
สำหรับหุ้นกลุ่ม AI และเทคโนโลยี หุ้น CoreWeave พุ่งขึ้น 19% หลังบริษัทคลาวด์ด้าน AI ปรับเพิ่มประมาณการการใช้จ่ายด้านทุนทั้งปี และรายงานกำไรไตรมาส 2 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์
หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย IREN เพิ่มขึ้นเกือบ 10% และ Applied Digital เพิ่มขึ้น 4.9% ส่วน Nebius Group พุ่งขึ้น 34% หลังผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์
ขณะที่หุ้น Super Micro Computer พุ่งขึ้น 19% หลังผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI คาดการณ์รายได้ในปีงบประมาณ 2570 สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดไว้
ส่วนหุ้นผู้ผลิตชิปปรับตัวสูงขึ้น โดย Nvidia เพิ่มขึ้น 3% และ Micron Technology เพิ่มขึ้น 4.9% ขณะที่ดัชนี PHLX Semiconductor ปรับขึ้นประมาณ 2.5% อย่างไรก็ตาม ดัชนีดังกล่าวยังต่ำกว่าระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนประมาณ 15%
ในภาพรวม 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 มี 8 กลุ่มปรับตัวสูงขึ้น นำโดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น 1.08% ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ เพิ่มขึ้น 1.06%
ขณะที่ดัชนี Cboe Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของวอลล์สตรีท ลดลง 0.8 จุด มาอยู่ที่ 14.45 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม
ด้านความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีความผันผวน หลังแหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านระบุว่า การเจรจาเพื่อรื้อฟื้นข้อตกลงชั่วคราวที่บรรลุไว้ในเดือนมิถุนายนและกำหนดกรอบเวลาสำหรับการดำเนินการตามข้อตกลงยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่การโจมตีเรือขนส่งสินค้ายังคงดำเนินต่อไป
สำหรับหุ้นรายตัวอื่น หุ้น Cava Group เพิ่มขึ้น 14.2% หลังเครือร้านอาหารรายงานยอดขายและกำไรหลักในไตรมาส 2 สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ ขณะที่หุ้น Lumentum Holdings พุ่งขึ้น 13.6% หลังผู้ผลิตผลิตภัณฑ์โฟโตนิกส์คาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ดีกว่าประมาณการ

