
“กบข.” มั่นใจปี 69 ผลตอบแทนพุ่ง “สองหลัก” ชี้หุ้นไทยยังแกร่งปั้นกำไรสมาชิก
กบข. โชว์ผลตอบแทนลงทุนล่าสุดเดือน 8.08% มั่นใจปี 69 มีโอกาสแตะระดับเลขสองหลัก ส่วนหุ่นไทยเนื้อหอมสมาชิกฯแห่ลงทุนเพิ่ม รับแผนหุ้นไทยที่ทำกำไรสูงกว่า 34.69% มองหุ้นไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานหนุน หลังลงทุนภาคเอกชน Q2 โต 14% แนะสมาชิกกระจายลงทุนรับความผันผวน
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.มั่นใจว่าผลตอบแทนจากการลงทุนรวมในปี 2569 มีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับเลข”สองหลัก” หลังภาพรวมการลงทุนในปัจจุบันยังอยู่ในทิศทางที่ดี โดยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ในระดับ 8 % ขณะที่ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนส.ค. ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8.08% ซึ่งถือเป็นปีที่ผลการดำเนินงานอยู่ในระดับที่ดีมาก
ปัจจุบัน กบข.มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท มีสมาชิกประมาณ 1.2-1.3 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวเป็นเงินในส่วนของกองทุนสมาชิกประมาณ 620,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของการลงทุนยังคงมุ่งรักษาเงินต้นและสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อประมาณ 2-3% ต่อปี เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้สมาชิกหลังเกษียณ
สำหรับพอร์ตการลงทุน กบข.ได้ปรับพอร์ตในทุกแผนการลงทุน ณ สิ้นเดือนมิ.ย.2569 โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ 37.92% สินทรัพย์ทางเลือก 24.22% และตราสารทุน 37.86% ซึ่งรวมถึงหุ้นโลกในตลาดพัฒนาแล้ว ตลาดเกิดใหม่ และหุ้นไทย ขณะที่สัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยอยู่ที่ 4.93% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 4.36%
ทั้งนี้ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สมาชิกเลือกลงทุนในแผนที่มีหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในส่วนของหุ้นไทยที่สมาชิกเลือกลงทุนทำได้สูงกว่า 34.69% สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี
“กบข.ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย แต่จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ แนะนำให้สมาชิกกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นควบคู่กับหุ้นไทย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของพอร์ต” ดร.ศรพลกล่าว
ด้านกลยุทธ์การลงทุน กบข.อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่แนวทาง Hybrid Total Portfolio Approach (Hybrid TPA) จากเดิมที่พิจารณาการลงทุนแยกตามประเภทสินทรัพย์ (Asset Class) มาเป็นการมองภาพรวมทั้งพอร์ต โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยความเสี่ยง (Risk Factors) เป็นหลัก เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกได้แบบ Real-time
สำหรับตลาดหุ้นไทย กบข.ยังมองว่ามีปัจจัยพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวถึง 14% แม้เศรษฐกิจไทย หรือ GDP จะขยายตัวเพียง 1.9% สะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนที่ยังมีอยู่ ส่วนการลงทุนในธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กบข.ติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมองว่ามีความต้องการใช้งานจริง (Demand) และมีผลกำไร (Earnings) รองรับ แต่ยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากระดับราคาหุ้นที่อาจปรับตัวสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน
ขณะที่ทองคำ กบข.มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง ไม่มีดอกเบี้ยหรือกระแสเงินสดจากการถือครอง และราคายังขึ้นอยู่กับทิศทางค่าเงิน จึงแนะนำให้สมาชิกใช้ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการทุ่มลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวเพียงประเภทเดียว นอกจากนี้ กบข.ยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) และเป้าหมาย Net Zero โดยมองว่า ESG เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต
สำหรับสมาชิก กบข.พบว่าโดยเฉลี่ยมีการปรับแผนการลงทุนประมาณ 3-4 ครั้งต่อปี ขณะที่สมาชิกที่ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์ตลาด แนะนำให้เลือกแผน Life Path ซึ่งทีมงานจะช่วยปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงอายุของสมาชิกโดยอัตโนมัติ
ขณะเดียวกัน กบข.อยู่ระหว่างดำเนินการร่างกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถออมเงินเพิ่มเติมได้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการออมเป็นประมาณ 80-90% รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางเปิดให้สมาชิกสามารถลงทุนต่อหลังเกษียณได้ เพื่อรองรับการวางแผนการเงินระยะยาว นอกจากนี้ กบข.มีแผนเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อให้สามารถเห็นภาพรวมภาระหนี้สินของสมาชิก และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการวางแผนการออมและการจัดการหนี้ เพื่อให้สมาชิกมีเงินเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตหลังเกษียณ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ ทิศทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อ ความผันผวนของค่าเงินบาทซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 32.7 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและราคาสินทรัพย์ทั่วโลก

