
“ดาวโจนส์” ปิดบวก 1,569 จุด หลัง “เดโมแครต” ชนะเลือกตั้งกลางเทอม พ่วงน้ำมันร่วง
ดัชนีดาวโจนส์ทะยาน 3.03% แรงสุดในรอบกว่า 1 ปี รับชัยชนะ “เดโมแครต” คุมสองสภา นักลงทุนหวังดุลอำนาจใหม่หนุนยุติสงครามอิหร่าน ดึงราคาน้ำมันร่วง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (4 พ.ย.69) ปรับตัวขึ้นทั้ง 3 ดัชนีหลัก โดยดาวโจนส์พุ่งกว่า 1,500 จุด หลังพรรคเดโมแครตคว้าเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจากการเลือกตั้งกลางเทอม ช่วยคลายความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 53,356.12 จุด เพิ่มขึ้น 1,569.40 จุด หรือ 3.03% ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,688.62 จุด เพิ่มขึ้น 119.70 จุด หรือ 1.58% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 25,736.51 จุด เพิ่มขึ้น 364.50 จุด หรือ 1.44%
การพุ่งขึ้นของดาวโจนส์ครั้งนี้นับเป็นการปรับตัวขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568 และเป็นการเพิ่มขึ้นในวันซื้อขายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2525 ตามข้อมูลของ CFRA Research
ผลการเลือกตั้งทำให้สหรัฐฯ เตรียมเข้าสู่ภาวะที่พรรคเดโมแครตควบคุมสภาคองเกรสทั้งสองสภา ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระ โดยนักลงทุนประเมินว่า ดุลอำนาจใหม่อาจช่วยถ่วงดุลการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และลดโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลัน
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงอย่างหนัก โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 8.98 ดอลลาร์ หรือ 8.7% ปิดที่ 94.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ลดลง 7.97 ดอลลาร์ หรือ 8.3% ปิดที่ 88.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นักลงทุนคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาคองเกรสอาจเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ให้หาทางยุติสงครามกับอิหร่านได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังห่างไกลจากการบรรลุข้อตกลง
แรงซื้อกระจายไปยังหุ้นหลายกลุ่ม โดยดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยใน S&P 500 เพิ่มขึ้น 4.3% สวนทางกลุ่มพลังงานที่ลดลง 4.8% ตามราคาน้ำมัน
ด้านหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ Microsoft เพิ่มขึ้น 6.7% Amazon เพิ่มขึ้น 6.1% Alphabet เพิ่มขึ้น 3.2% และ Meta Platforms เพิ่มขึ้น 1.4% ขณะที่หุ้นผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์เคลื่อนไหวสวนทาง โดย Hut 8 ลดลง 23% IREN ลดลง 11% และ Core Scientific ลดลง 10%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่า การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นอาจชะลอการขยายโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกระทบผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อาจได้รับประโยชน์จากภาระการลงทุนที่ชะลอลง
สำหรับหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ดัชนี Philadelphia Semiconductor ลดลง 3.1% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่ Advanced Micro Devices หรือ AMD ปรับขึ้น 1% หลังบริษัทคาดการณ์การเติบโตในปี 2570 สูงกว่าที่ตลาดคาด จากยอดขายธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ นักลงทุนยังเตรียมติดตามข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนตุลาคม ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานและทิศทางนโยบายการเงิน
