SAMART ตุนแบ็กล็อก 1.6 หมื่นล. โบรกชี้กำไรปีนี้แตะ 730 ล้าน ชูเป้า 8.70 บาท

บล.หยวนต้า มอง SAMART ฟื้นตัวต่อเนื่อง รับแรงหนุน TEDA-SAV-SAMTEL หลังแบ็กล็อกเพิ่มแตะ 1.6 หมื่นล้านบาท พร้อมลุ้นประมูลงานครึ่งปีหลังอีก 1 หมื่นล้านบาท คาดกำไรปกติปีนี้ 730 ล้านบาท


บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อข้อมูลจากการประชุมนักวิเคราะห์ของ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART หลังงานในมือ (Backlog) ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่โครงการรอประมูลในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มแข็งแกร่ง สนับสนุนการฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะถัดไป

สำหรับไตรมาส 2/2569 SAMART มีรายได้ประมาณ 2,800 ล้านบาท และกำไรปกติ 139 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนหลักจาก บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV และบริษัท เทด้า จำกัด (TEDA) ขณะที่ผลประกอบการของ บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ฟื้นตัวในกรอบจำกัด ส่วนบริษัท สามารถ ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SDC ยังอยู่ในช่วงประคองตัว

ทั้งนี้ แบ็กล็อก ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 14,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน แบ่งเป็นงานของ SDC จำนวน 154 ล้านบาท งานของ SAMTEL ประมาณ 8,000 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจ Utility & Transport อีกประมาณ 6,700 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงและช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในระยะถัดไป

นอกจากนี้ TEDA ได้รับงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้ามูลค่าประมาณ 1,100 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้แบ็กล็อกล่าสุดของกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 16,000 ล้านบาท

ด้านแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 SAMART คาดว่าจะมีงานประมูลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มแบ็กล็อก ณ สิ้นปีเป็นประมาณ 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างติดตามโครงการที่คาดว่าจะเปิดประมูลในช่วงครึ่งปีหลังรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท และสามารถชนะงานแล้วประมาณ 1,100 ล้านบาทจากโครงการสายส่งไฟฟ้าของ TEDA

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเปิดประมูลในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 หรือภายหลังการจัดสรรงบประมาณ ได้แก่ งานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล งานระบบมิเตอร์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค งานระบบโครงข่ายสื่อสาร (Trunk) งานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และโครงการของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติมแบ็กล็อกในช่วงที่เหลือของปี

ส่วนแนวโน้มของ SAV ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีโอกาสฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อยตามปัจจัยฤดูกาล หลังครึ่งปีแรกจำนวนเที่ยวบินลดลงประมาณ 2% โดยปริมาณเที่ยวบินมีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 หลังสายการบินเริ่มปรับตัวต่อสถานการณ์ต้นทุน รวมถึงมีการปรับเส้นทางบินเพื่อหลบพายุในช่วงฤดูมรสุม

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวของกัมพูชายังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม 2569 ส่วนไตรมาส 4/2569 คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ตามการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การเปิดดำเนินงานระยะแรกของท่าอากาศยานนานาชาติลองถั่ญในเวียดนาม ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 1 ธันวาคม 2569 และมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารประมาณ 25 ล้านคนต่อปี จะช่วยสนับสนุนปริมาณเที่ยวบินผ่านน่านฟ้ากัมพูชา รวมถึงการเดินทางของนักท่องเที่ยวเวียดนามมายังกัมพูชาในระยะถัดไป

ด้าน SAMTEL มีแนวโน้มเริ่มฟื้นตัวจากงานของ AOT ในไตรมาส 3/2569 โดยบริษัทคาดหวังมูลค่างานประมูลในช่วงครึ่งหลังปีนี้ประมาณ 7,000 ล้านบาท และจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากโครงการของ AOT ที่ชนะการประมูลเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังอาจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการเปิดประมูลหลายโครงการล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่ TEDA ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่ม จากแบ็กล็อกที่อยู่ในระดับสูงและการทยอยรับรู้รายได้จากงานใหม่ โดยฝ่ายวิจัยมองว่ากำไรทั้งปี 2569 ของ TEDA มีโอกาสสูงกว่าประมาณการเดิมที่ 122 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยชดเชยการฟื้นตัวของ SAMTEL ที่อาจล่าช้ากว่าแผน

ทั้งนี้ บล.หยวนต้าคงประมาณการกำไรปกติของ SAMART ปี 2569 ที่ 730 ล้านบาท แม้ต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทที่ 777 ล้านบาท เนื่องจากใช้สมมติฐานค่อนข้างระมัดระวัง พร้อมคาดรายได้อยู่ที่ 11,979 ล้านบาท ส่วนปี 2570 คาดกำไรปกติเพิ่มเป็น 833 ล้านบาท และรายได้อยู่ที่ 12,571 ล้านบาท

บล.หยวนต้าคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SAMART พร้อมราคาเป้าหมาย 8.70 บาท อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรปี 2569 ที่ 12 เท่า โดยหุ้นซื้อขายที่ P/E เพียงประมาณ 7.9 เท่า และคาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5.1% ตามบทวิเคราะห์วันที่ 2 กันยายน 2569

Back to top button