
PTTGC นำทีมดิ่ง 6% รับรัฐหั่นราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 บาท เริ่ม 1 พ.ย.นี้
หุ้นโรงกลั่นร่วงยกแผง นำโดย PTTGC ดิ่งเกือบ 6% หลังราชกิจจานุเบกษาประกาศลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร มีผล 1-30 พ.ย.นี้ บล.กสิกรไทยชี้กระทบค่าการกลั่นและกำไรกลุ่มโรงกลั่น จับตากระทรวงพลังงานแถลงปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ต.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีปรับตัวลดลงอย่างพร้อมเพรียงกัน ภายหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 2 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2569 ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มค่าการกลั่นและผลประกอบการของผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าว
โดย ณ เวลา 11.13 น. ราคาหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC อยู่ที่ระดับ 51.00 บาท ลบ 3.25 บาท หรือ 5.99% สูงสุดที่ระดับ 51.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 50.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,390.10 ล้านบาท
บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 14.10 บาท ลบ 0.70 บาท หรือ 4.73% สูงสุดที่ระดับ 14.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 14.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 221.12 ล้านบาท
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 64.25 บาท ลบ 3.25 บาท หรือ 4.81% สูงสุดที่ระดับ 64.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 64.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,565.30 ล้านบาท
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 2.88 บาท ลบ 0.04 บาท หรือ 1.37% สูงสุดที่ระดับ 2.88 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 2.82 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 144.04 ล้านบาท
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 50.00 บาท ลบ 1.50 บาท หรือ 2.91% สูงสุดที่ระดับ 50.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 49.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 412.61 ล้านบาท
ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ซึ่งมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เรื่องการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตามมติการประชุม กบง. ครั้งที่ 13/2569 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยเห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 2 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
สำหรับมาตรการดังกล่าวครอบคลุมน้ำมันดีเซล 3 ประเภท ได้แก่ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา B7 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 โดยปรับลดราคา ณ โรงกลั่นลงเท่ากันที่ 2 บาทต่อลิตร
การดำเนินมาตรการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายในระยะสั้น ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก รวมถึงทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศยังคงผันผวนในระดับสูง
นายเอกนัฏระบุว่า ภาครัฐต้องการนำผลประโยชน์จากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูงกลับมาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน พร้อมติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ต้นทุนการกลั่น และองค์ประกอบของราคา ณ โรงกลั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการมีความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ระบุว่า การประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล B0, B7 และ B20 ณ โรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2569 ถือเป็นปัจจัยลบต่อค่าการกลั่นและผลประกอบการของผู้ประกอบการโรงกลั่น ได้แก่ TOP, BCP, SPRC และ IRPC ในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระดับราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหน้าโรงกลั่น
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลเชิงบวกต่อต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการในกลุ่มขนส่ง โลจิสติกส์ และสายการบิน หากราคาขายปลีกน้ำมันปรับลดลงสอดคล้องกับต้นทุนหน้าโรงกลั่น ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานมีกำหนดแถลงข่าวในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 12.30 น. เกี่ยวกับแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ภายหลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับมาตรการลดภาษีน้ำมัน B20 และ E20 โดยนายกรณ์ จาติกวณิช และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าวในการลดภาระค่าครองชีพประชาชน พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะการอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์และค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านนายเอกนัฏได้ชี้แจงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ข้อมูลปริมาณการใช้น้ำมันเฉลี่ยในเดือนตุลาคมที่นายกรณ์นำเสนอไม่ถูกต้อง โดยระบุว่าปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 52 ล้านลิตรต่อวัน ไม่ใช่ 67 ล้านลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 6 ล้านลิตรต่อวัน ไม่ใช่ 3 ล้านลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 E10 มีปริมาณการใช้รวมกัน 23 ล้านลิตรต่อวัน และแก๊สโซฮอล์ 95 E20 อยู่ที่ 6 ล้านลิตรต่อวัน
พร้อมยืนยันว่า การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพยังมีโอกาสขยายตัว เนื่องจากรถยนต์จำนวนมากสามารถใช้เชื้อเพลิงทดแทนกันได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการผลผลิตทางการเกษตรของไทย ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ตลอดจนลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ
สำหรับความคืบหน้าการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน กระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบต้นทุนราคาน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อคำนวณส่วนเกินจากค่าการกลั่นเฉลี่ยในภาวะปกติที่ระดับ 2.42 บาทต่อลิตร ก่อนนำส่วนเกินดังกล่าวมาปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นเป็นระยะในช่วง 2-5 บาทต่อลิตร โดยการปรับลดครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้อยู่ที่ 4 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่ามาตรการรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเตรียมดำเนินการปรับลดต้นทุนแฝงในโครงสร้างราคาน้ำมัน ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสีย และรายการสำรองที่ถูกเรียกว่า “สำรองทิพย์” โดยนายเอกนัฏระบุว่า ได้ดำเนินการผ่านกลไก กบง. และจัดทำหลักเกณฑ์ผ่านการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว พร้อมเตรียมลงนามคำสั่งปรับรายการดังกล่าวออกจากโครงสร้างราคา ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามการแถลงข่าวของกระทรวงพลังงานในช่วงบ่ายวันนี้ โดยเฉพาะรายละเอียดมาตรการปรับโครงสร้างและบริหารจัดการราคาน้ำมัน รวมถึงแนวทางปรับลดต้นทุนแฝง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการประเมินแนวโน้มค่าการกลั่นและผลประกอบการของผู้ประกอบการในกลุ่มโรงกลั่นในระยะถัดไป

