
“วิทัย” โชว์ 1 ปี ลดดอกเบี้ย-แก้หนี้ กางแผนปี 70 คุมเข้ม Non-bank
“วิทัย” โชว์ผลงาน 1 ปี ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% เดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือน เพิ่มช่องทางสินเชื่อ SMEs พร้อมกางแผนปี 70 ยกระดับกำกับดูแล Non-bank
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ต.ค.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน “Governor Connect: A Year in Review, Moving Forward” ทบทวนนโยบายที่ผ่านมาตลอด 1 ปี ย้ำบทบาท ธปท. เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาค เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับเหมาะสม ขยายบทบาทช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายระยะต่อไป มุ่งแก้หนี้ครัวเรือน เพิ่มช่องทางสินเชื่อ SMEs และยกระดับกำกับดูแล Non-bank
ทั้งนี้ ด้วยบริบทและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ธปท. จึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การดำเนินงาน โดยเพิ่มความสำคัญกับการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคซึ่งยังคงเป็นพันธกิจหลักของ ธปท. (core mandate) ผ่านการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและการออกมาตรการการเงินเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ด้านนโยบายการเงิน ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาได้ลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง จาก 1.50% เหลือ 1.00% รวมถึงเข้าไปบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนในเชิงรุกเพื่อลดความผันผวน นอกจากนี้ ได้เข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการกำกับสถาบันการเงิน ใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน รวมถึงการป้องกันเงินเทาและการทุจริต ผ่านการออก 18 มาตรการ โดยมีตัวอย่างสำคัญ ดังนี้
1. แก้หนี้ครัวเรือน เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ร่วมกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL ไปแล้วกว่า 182,000 บัญชี จากเป้าหมาย 200,000 บัญชีในปีนี้ และการคงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตที่ 8% ซึ่งช่วยคงสภาพคล่องให้ลูกหนี้ประมาณ 2,000,000 บัญชี
2. การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs เช่น โครงการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงด้านเครดิต มียอดปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และโครงการ “SMEs Secure Plus” เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SMEs โดยผ่อนปรนให้สถาบันการเงินพิจารณาหลักประกันอื่น ๆ ร่วมกับกระแสเงินสด
3. Fairness การใช้บริการทางการเงิน เช่น ลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการ ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลูกค้ารายย่อยและ SMEs ได้ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี
4. เงินเทา คอร์รัปชัน (ผ่านระบบการเงิน) เช่น การกำกับธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งพบว่าหลังออกมาตรการมูลค่าการถอนเงินสดลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 การกำหนดให้ร้านทองต้องรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำ (Physical Gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน
ส่งผลให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงกว่า 85% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 ตลอดจนได้จัดทำ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities และผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ในงานประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ธปท. อยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศและเปิดรับฟังความคิดเห็นอีก 5 มาตรการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 ได้แก่ การกำกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท การกำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later การลดค่าตรวจเครดิตบูโร การกำกับ THB Stablecoin และการยกระดับธุรกิจ Money Changer รวมถึงเตรียมออกโครงการ SMEs Credit Portal ในเดือนมกราคม 2570 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมระหว่างผู้ประกอบการและผู้ให้สินเชื่อ
สำหรับแผนงานสำคัญปี 2570 ธปท. จะให้ความสำคัญมากขึ้นใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. การแก้หนี้ครัวเรือน 2. การเข้าถึงสินเชื่อ SMEs ได้แก่ SMEs Credit Portal กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ และ Alternative Data Exchange รวมถึงการเพิ่มการแข่งขัน และ 3. การกำกับดูแล Non-bank ทุกประเภท ทั้งกลุ่มที่ปล่อยสินเชื่อ (Non-bank Lending) กลุ่มบริการชำระเงิน (Payment) และกลุ่มที่ดำเนินการเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน (อาทิ Money Changer/Money Transfer) และกลุ่มอื่น ๆ (บริษัทบริหารสินทรัพย์ : AMC) เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินให้ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจาก Non-bank มีขนาดใหญ่ขึ้น รูปแบบการประกอบธุรกิจมีความซับซ้อนขึ้น และมูลค่าสินเชื่อเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

