PTTGC-SCGC ปั้น JV ยักษ์ปี 70 ผงาด Top10 โพลิโอเลฟินส์โลก ดัน Synergy 6.8 พันล้านบาท

PTTGC ผนึก SCGC เดินหน้าตั้ง JV ปิโตรเคมี ถือหุ้น 56:44 รวมกำลังผลิตโอเลฟินส์ 7.1 ล้านตันต่อปี ดันธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ติด Top 10 โลก ตั้งเป้าสร้าง Synergy ปีละ 5.1–6.8 พันล้านบาท ทยอยรับรู้เต็มที่ภายใน 3 ปี คาดปิดดีลครึ่งหลังปี 70


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ต.ค.69) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ GC และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture: JV) เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในตลาดโลก โดยตั้งเป้าสร้างผู้ประกอบการที่มีกำลังการผลิตโพลิโอเลฟินส์ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก พร้อมผลักดันพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของภูมิภาคอาเซียน

สำหรับบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี และมีขนาดธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ติดอันดับ 10 ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างผลประโยชน์จากการดำเนินงานร่วมกัน (Synergy) ประมาณ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะทยอยรับรู้ผลประโยชน์ได้เต็มที่ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี หลังดำเนินการตามแผน

ทั้งนี้ การร่วมทุนดังกล่าวมีเป้าหมายรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ตั้งแต่ฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนการผลิต ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาดปิโตรเคมีโลก

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC เปิดเผยว่า การผนึกกำลังครั้งนี้มีเป้าหมายต่อยอดพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสำคัญของประเทศไทย ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน โดยเชื่อมโยงศักยภาพฐานการผลิตเข้ากับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของ GC และ SCGC เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมปลายน้ำ

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังมีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และเพิ่มโอกาสการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ผ่านการเข้าถึงวัตถุดิบ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้าน นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวว่า การรวมจุดแข็งของทั้งสององค์กรจะช่วยสร้างธุรกิจปิโตรเคมีที่มีศักยภาพการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะการผสานความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบและฐานการผลิตเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมปลายน้ำ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมีของภูมิภาค และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก

สำหรับจุดแข็งของ PTTGC อยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการวัตถุดิบที่หลากหลาย ได้แก่ แนฟทา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โพรเพน และอีเทน รวมถึงการมีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ขณะที่ SCGC มีความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านศูนย์พัฒนานวัตกรรมครบวงจร i2P Center (Ideas to Products)

การผสานความสามารถดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโต ได้แก่ ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง พร้อมขยายฐานลูกค้าและเครือข่ายตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนที่ยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การที่โรงงานของทั้งสองบริษัทตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันบริเวณมาบตาพุด จังหวัดระยอง จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบและกระบวนการผลิตร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ทั้งระบบท่อส่งวัตถุดิบ ระบบสาธารณูปโภค และระบบสนับสนุนการผลิต ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์

สำหรับแหล่งที่มาของ Synergy บริษัทประเมินว่าจะเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน การเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์และความเป็นผู้นำตลาด รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการผลิต ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร สร้างกระแสเงินสด และเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงินเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

สำหรับโครงสร้างการถือหุ้น บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะมี PTTGC ถือหุ้นในสัดส่วน 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% โดยดำเนินการผ่านการแลกเปลี่ยนหุ้นและไม่มีการชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด ครอบคลุมสินทรัพย์และธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย รวมถึงเงินลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรและสินทรัพย์ร่วมกันภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ทั้งสองบริษัทวางแผนเสนอธุรกรรมดังกล่าวต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนธันวาคม 2569 ก่อนดำเนินการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนการทำธุรกรรม (Conditions Precedent) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยหากได้รับอนุมัติและดำเนินการตามเงื่อนไขครบถ้วน คาดว่าจะสามารถจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองบริษัทเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ทั้งด้านประสิทธิภาพต้นทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตให้แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

Back to top button