
บล.กรุงศรีชี้ GULF รุกโซลาร์เพิ่ม 382 MW หนุนกำไร 550 ล้านต่อปี เคาะเป้า 77 บาท
บล.กรุงศรีมองบวก GULF ลงทุนโซลาร์ 45 MWe มูลค่า 108 ล้านบาท ต่อยอดดีล GUNKUL ดันกำลังผลิตใหม่รวม 382 MWe คาดสร้างส่วนแบ่งกำไรเพิ่ม 500–550 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ปี 2573 พร้อมชู Data Center-เคเบิลใต้น้ำ หนุนโอกาสเติบโตระยะยาว คงแนะนำ “ซื้อ” เป้า 77 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 30 ต.ค.69 ว่า มีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อย (Slightly Positive) ต่อการลงทุนเพิ่มเติมของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF หลังบริษัทแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ถึงการเข้าลงทุนถือหุ้นสัดส่วน 50% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 90 เมกะวัตต์ (MW) หรือคิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 45 เมกะวัตต์เทียบเท่า (MWe) จากกลุ่มบริษัทในเครือ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ภายใต้มูลค่าการลงทุน 108 ล้านบาท ไม่รวมรายจ่ายลงทุน (CAPEX) สำหรับการพัฒนาโครงการ
สำหรับโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการ เป็นโครงการที่ได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) ภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบ RE Biglot 2.1 โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ภายในปี 2572 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในพอร์ตการลงทุนของ GULF และสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในระยะยาว
ทั้งนี้ บล.กรุงศรีประเมินว่าการลงทุนดังกล่าวสะท้อนถึงการกลับมาเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) ของ GULF อย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นธุรกรรมครั้งที่ 2 ต่อจากการเข้าลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนรอบ RE Biglot เฟส 2 ร่วมกับ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ซึ่งทั้งสองรายการยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการผลประกอบการของฝ่ายวิจัย
หากรวมการลงทุนทั้งสองรายการ จะส่งผลให้ GULF มีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ตามสัดส่วนการลงทุนรวมประมาณ 382 เมกะวัตต์เทียบเท่า (MWe) โดย บล.กรุงศรีประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างส่วนแบ่งกำไรเพิ่มเติมให้แก่ GULF ประมาณ 500–550 ล้านบาทต่อปี ภายหลังโรงไฟฟ้าทุกโครงการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบถ้วนตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ หากนำมูลค่าโครงการใหม่ดังกล่าวมารวมในการประเมินมูลค่าหุ้น จะคิดเป็นส่วนเพิ่มของราคาเป้าหมายประมาณ 0.40 บาทต่อหุ้น สะท้อนถึงโอกาสเพิ่มมูลค่าจากการขยายพอร์ตการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนอยู่ในประมาณการปัจจุบัน
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการระยะสั้น บล.กรุงศรีคาดว่ากำไรปกติไตรมาส 3/2569 ของ GULF จะเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้รายได้เงินปันผลระหว่างกาลจาก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ประมาณ 500 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้น 10% รวมถึงส่วนแบ่งกำไรปกติจากโครงการ Jackson และ GGC ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม กำไรปกติไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีการรับรู้รายได้เงินปันผลจาก KBANK ในระดับสูง ส่งผลให้ฐานกำไรในไตรมาสก่อนหน้าอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ แม้ผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักและส่วนแบ่งกำไรจากโครงการลงทุนจะยังมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยยังมองว่า GULF มีโอกาสสร้างการเติบโตเพิ่มเติมในระยะกลางถึงระยะยาว จากการขยายเป้าหมายการลงทุนในธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ธุรกิจเคเบิลใต้น้ำ และการลงทุนกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รวมโครงการเหล่านี้ไว้ในประมาณการผลประกอบการและการประเมินมูลค่าหุ้น
ทั้งนี้ การขยายการลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างแหล่งรายได้และกำไรใหม่ในอนาคต ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัล ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนศักยภาพการเติบโตของ GULF ในระยะยาว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.กรุงศรีคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น GULF พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 77 บาทต่อหุ้น และยังเลือกเป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ในกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยประเมินว่าบริษัทยังมีโอกาสได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจ Data Center เคเบิลใต้น้ำ และโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ภายใต้ PDP 2026 ซึ่งยังไม่สะท้อนอยู่ในประมาณการปัจจุบัน

