
“สุวัฒน์” มอง SET สร้างฐาน 1,530–1,532 จุด หลังร่วงแรง ชู AWC-BDMS-GULF เด่น
“สุวัฒน์” บล.กรุงศรี ประเมิน SET มีโอกาสสร้างฐานบริเวณ 1,530–1,532 จุด หลังปรับตัวลงต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากหุ้นเทคโนโลยีและราคาน้ำมันทรงตัวสูง ชี้มูลค่าหุ้นไทยเริ่มน่าสนใจ แนะเน้นหุ้น Defensive กระแสเงินสดมั่นคง พร้อมปัจจัยบวกเฉพาะตัว ชู AWC-BDMS-GULF รับตลาดผันผวน
นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการสายงานวิจัย ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนติดตามเพื่อประเมินทิศทางตลาดในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นทั่วโลกยังได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ หลังการเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3/2569 แม้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังมีรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตแข็งแกร่ง แต่แผนการลงทุนด้าน AI (AI CAPEX) ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ หรือ Hyperscaler ยังไม่มีการปรับเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจากแผนเดิม ส่งผลให้นักลงทุนต้องปรับลดความคาดหวังต่อการเติบโตและประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีใหม่ (Repricing)
ทั้งนี้ แม้แผนลงทุน AI ในปี 2570 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2569 แต่การที่เม็ดเงินลงทุนไม่ได้เร่งตัวสูงกว่าความคาดหวังเดิมของตลาด ส่งผลให้เกิดแรงขายหุ้นเทคโนโลยีที่มีระดับมูลค่าสูง ประกอบกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่ตลาดพันธบัตร เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย บล.กรุงศรีประเมินว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เริ่มเข้าสู่ช่วงพยายามสร้างฐานใหม่ หลังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิจัยได้ประเมินส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น (Equity Risk Premium) ซึ่งปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 4.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวบวกหนึ่งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Average +1 S.D.) สะท้อนว่าระดับมูลค่าตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น และอาจช่วยจำกัดความเสี่ยงจากการปรับตัวลดลงของดัชนี
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังขาดปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างชัดเจนทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค จึงคาดว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวในลักษณะพยายามสร้างฐาน โดยมี แนวรับสำคัญบริเวณ 1,530–1,532 จุด ซึ่งเป็นระดับที่มีโอกาสช่วยประคองการปรับตัวลดลงในระยะสั้น
สำหรับแรงขายหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA นายสุวัฒน์มองว่า เป็นผลจากการปรับความคาดหวังของนักลงทุนต่อแนวโน้มการลงทุนด้าน AI หลังราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวเคยซื้อขายบนระดับมูลค่าที่ค่อนข้างสูง โดยตลาดคาดหวังว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI จะเร่งตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้แผนลงทุนของ Hyperscaler ในปี 2570 ยังคงเพิ่มขึ้นจากปี 2569 แต่ยังไม่มีการปรับเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจากแผนเดิม ส่งผลให้ตลาดต้องกลับมาประเมินอัตราการเติบโตและระดับราคาหุ้นที่เหมาะสมอีกครั้ง โดย บล.กรุงศรียังคงราคาเป้าหมาย DELTA ที่ 320 บาท แต่การประเมินดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการทบทวนสมมติฐานแผนลงทุนของ Hyperscaler ในระยะถัดไป พร้อมแนะนำให้รอจังหวะที่ตลาดปรับลดความคาดหวังก่อนพิจารณาเข้าลงทุน
ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี เริ่มกลับมามีความน่าสนใจ หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงค่อนข้างมากจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาครัฐในการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่า มาตรการดังกล่าวอาจกระทบค่าการกลั่นสุทธิประมาณ 0.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งผลต่อกำไรของบริษัทในกลุ่มประมาณ 3–16% ซึ่งราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงก่อนหน้านี้น่าจะสะท้อนผลกระทบดังกล่าวไปแล้วบางส่วน
ขณะเดียวกัน ประเด็นการกำหนดกรอบค่าการกลั่นที่มีการกล่าวถึงระดับประมาณ 2.40 บาทต่อลิตร หรือเทียบเท่า 11–12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังถือเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี จึงประเมินว่าการปรับโครงสร้างดังกล่าวยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลไกตลาดอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางราคาน้ำมันและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยแนะนำให้ทยอยตั้งรับสะสมในช่วงที่ราคาหุ้นอ่อนตัว
นอกจากนี้ นายสุวัฒน์กล่าวถึงแผนร่วมทุนธุรกิจปิโตรเคมีระหว่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ว่า การรวมธุรกิจมีโอกาสช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบในธุรกิจโอเลฟินส์ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของผลประกอบการยังขึ้นอยู่กับวัฏจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกเป็นหลัก หากอุปสงค์และอุปทานกลับเข้าสู่สมดุล รวมถึงส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) อยู่ในระดับเหมาะสม จะช่วยให้ประโยชน์จากการร่วมทุนส่งผ่านมายังผลประกอบการของทั้งสองบริษัทได้ชัดเจนขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวน นายสุวัฒน์แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาหมุนเวียนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่มีกระแสเงินสดมั่นคง (Defensive) และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวสนับสนุน โดยเฉพาะบริษัทที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เติบโตแข็งแกร่ง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น
ทั้งนี้ บล.กรุงศรีแนะนำหุ้นเด่น 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมีแนวโน้มผลประกอบการได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของกิจกรรมท่องเที่ยว ขณะที่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เป็นหุ้นกลุ่มการแพทย์ที่มีจุดเด่นด้านกระแสเงินสดมั่นคง และได้รับประโยชน์จากช่วงฤดูกาลที่มีความต้องการใช้บริการทางการแพทย์สูง (High Season) ในไตรมาส 3
ส่วน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินสดที่มั่นคง ประกอบกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่เริ่มปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อความน่าสนใจในการลงทุนในหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค โดยมองว่าหุ้นทั้ง 3 บริษัทเป็นทางเลือกในการลงทุนช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นายสุวัฒน์ประเมินว่า มาตรการภาครัฐที่สนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยอาจช่วยกระตุ้นตลาดได้ระดับหนึ่ง แต่ยังต้องติดตามกำลังซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภคและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย โดยการลงทุนระยะสั้นจากประเด็นมาตรการภาครัฐควรเน้นเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง ขณะที่การลงทุนระยะยาวควรเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยฝ่ายวิจัยมองว่า บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP เป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าสนใจของกลุ่ม

