กรุงศรีชู KTB-PTTGC-INSET หุ้นเด่น รับแรงหนุนดอกเบี้ยทรงตัว-ดีมานด์ AI แกร่ง

บล.กรุงศรีมองหุ้นไทยมีโอกาสฟื้น รับ Fed-กนง.คงดอกเบี้ย ดีมานด์ AI-Cloud โตต่อ และแนวโน้มพลังงานฟื้น ชู KTB กำไรปี 70 โต 5% PTTGC รับดีล SCC เพิ่มมูลค่า 19% ส่วน INSET ลุ้นกำไร Q3 พุ่ง 613%


ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ความต้องการลงทุนด้าน AI และ Cloud ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับแนวโน้มภาคพลังงานที่เริ่มมีความชัดเจนด้านนโยบายมากขึ้น ส่งผลให้นักวิเคราะห์ยังมองเห็นโอกาสลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาคเอกชน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการเติบโตของผลประกอบการรายบริษัท

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่เป็นไปตามคาด ประกอบกับความต้องการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการเติบโตและได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาคเอกชน

ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติด้วยคะแนนเสียง 10 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75–4.00% ตามที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม Fed ยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวแข็งแกร่ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง

บล.กรุงศรีประเมินว่า ท่าทีของ Fed มีลักษณะเป็นกลางถึงเข้มงวดเล็กน้อย เนื่องจากยังเปิดโอกาสให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสนับสนุน โดยตลาดยังให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม 2569 ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงยังมีลักษณะระมัดระวังและเน้นเลือกลงทุนเป็นรายกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความแข็งแกร่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจทรงตัวสูงนานขึ้นเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อจิตวิทยาการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะบริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ยังสะท้อนทิศทางการลงทุนด้าน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่อง แม้ผลประกอบการของแต่ละบริษัทจะออกมาแตกต่างกัน โดย Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google รายงานรายได้จำนวน 127,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ต่ำกว่าประมาณการของตลาดที่ 128,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 2.67 ดอลลาร์ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.02 ดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ธุรกิจ Google Cloud ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 103% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 30,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความต้องการใช้บริการด้าน AI และ Cloud ที่อยู่ในระดับสูง แม้บริษัทเผชิญแรงกดดันด้านกระแสเงินสดอิสระ จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และมีแนวโน้มเพิ่มรายจ่ายลงทุนต่อเนื่องในปี 2570

ด้าน Microsoft รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปีบัญชี 2570 สูงกว่าประมาณการของตลาด โดยมีรายได้รวม 92,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 4.89 ดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการ 4.73 ดอลลาร์ โดยรายได้ ธุรกิจ Azure Cloud เติบโต 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องประมาณ 49–50% ในไตรมาสถัดไป

บล.กรุงศรีมองว่า แม้ผลประกอบการของ Alphabet และ Microsoft จะมีความแตกต่างกันด้านกำไรและกระแสเงินสด แต่การเติบโตของธุรกิจ Cloud ทั้งสองแห่งสะท้อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังแข็งแกร่ง ทั้งในส่วนของเซิร์ฟเวอร์ หน่วยความจำ ระบบโครงข่ายสื่อสาร และศูนย์ข้อมูล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี

สำหรับตลาดหุ้นไทย บล.กรุงศรีประเมินว่ากระแสดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี โดยเฉพาะ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งมีธุรกิจเชื่อมโยงกับความต้องการอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี

นอกจากปัจจัยต่างประเทศแล้ว การดำเนินนโยบายการเงินภายในประเทศยังเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญ หลังคณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ แม้ภาพรวมการลงทุนและการส่งออกเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ กนง.ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.4% และปี 2570 เป็น 2.1% จากแรงสนับสนุนของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อภาคครัวเรือนและผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจต่ำกว่าประมาณการเดิม

บล.กรุงศรีประเมินว่า แม้แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของไทยจะมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่ระดับอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเริ่มลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.กรุงศรีให้น้ำหนักกับหุ้นที่เชื่อมโยงกับการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กลุ่มธนาคาร KTB และ KBANK กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON และ บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON กลุ่มสาธารณูปโภค GULF, บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DELTA และ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของธุรกิจ AI และ Data Center ยังมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว ทำให้การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) และแนวทางซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพัฒนาโครงการใหม่เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้และกำไรยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของหลักเกณฑ์ภาครัฐ การอนุมัติโครงการ และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในอนาคต

ในส่วนของกลุ่มพลังงาน บล.กรุงศรีประเมินว่าความเสี่ยงด้านนโยบายของภาครัฐเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังมีการประกาศแนวทางปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและการบริหารต้นทุนโรงกลั่น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงสนับสนุนจากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อเส้นทางขนส่งและปริมาณน้ำมันในตลาดโลก

ทั้งนี้ บล.กรุงศรีมองว่าการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันอาจสร้างแรงกดดันต่อผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีในระยะถัดไป แต่ราคาหุ้นหลายบริษัทได้ปรับตัวลดลงสะท้อนความกังวลไปบางส่วนแล้ว ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งยังยืดเยื้ออาจช่วยสนับสนุนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และแนวโน้มผลประกอบการของผู้ประกอบการบางกลุ่ม

ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายวิจัยยังให้ความสนใจกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงาน ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC โดยมองว่าหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนและราคาปรับฐานลงอาจเป็นโอกาสสำหรับการทยอยสะสมในระยะถัดไป

จากปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านนโยบายดอกเบี้ย การลงทุน AI และแนวโน้มฟื้นตัวของภาคพลังงาน บล.กรุงศรีจึงคัดเลือกหุ้นเด่นประจำวัน 3 บริษัท ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และ บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET โดยแต่ละบริษัทมีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตและประเด็นลงทุนเฉพาะตัวแตกต่างกัน

สำหรับ KTB บล.กรุงศรีประเมินว่ากำไรสุทธิไตรมาส 4/2569 มีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การคงอัตราดอกเบี้ยของ กนง. และการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยอาจเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อผลประกอบการของธนาคาร

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรสุทธิของ KTB ในปี 2570 จะเติบโตประมาณ 5% โดยธนาคารยังมีคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับแข็งแกร่งและมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ปี 2570 อยู่ที่ประมาณ 1.3 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความน่าสนใจด้านการลงทุน

ด้าน PTTGC บล.กรุงศรีมีมุมมองเชิงบวกต่อแผนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ SCC ในธุรกิจปิโตรเคมี โดยประเมินว่าการผนึกกำลังดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดความซ้ำซ้อนด้านต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าธุรกรรมดังกล่าวมีโอกาสเพิ่มมูลค่าให้แก่ PTTGC ประมาณ 19%

ขณะเดียวกัน บล.กรุงศรีคาดว่า PTTGC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ประมาณ 8,500 ล้านบาท พลิกฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกำไรสต๊อกน้ำมันและผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี

นอกจากนี้ หุ้น PTTGC ยังซื้อขายที่อัตราส่วน P/BV ประมาณ 0.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนโอกาสในการฟื้นตัวของมูลค่าหุ้น หากผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปรับตัวดีขึ้นตามที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์

ส่วน INSET บล.กรุงศรีประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะทำสถิติสูงสุดใหม่ เพิ่มขึ้นถึง 613% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 79% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการฟื้นตัวของการรับงานโครงการใหม่และความคืบหน้าการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่ามูลค่างานในมือ (Backlog) ของ INSET ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 จะเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท ขณะที่การรับงานใหม่เริ่มกลับมามีทิศทางดีขึ้น โดยในกลุ่มลูกค้าที่ได้รับใบอนุญาตดำเนินโครงการแล้ว บริษัทมีมูลค่างานในมือและโครงการที่มีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติมรวมมากกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนโอกาสการเติบโตของรายได้ในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม มูลค่าโครงการดังกล่าวยังประกอบด้วยงานที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้รับการยืนยันเป็นสัญญาทั้งหมด จึงต้องติดตามความคืบหน้าการได้รับงานใหม่และการส่งมอบโครงการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรับรู้รายได้และกำไรในอนาคต

สำหรับการประเมินมูลค่าหุ้น INSET ฝ่ายวิจัยระบุว่า อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ปี 2570 อยู่ที่ประมาณ 13.4 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 4% ต่อปี สะท้อนความน่าสนใจเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการและโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.กรุงศรียังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้นเด่นทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ KTB ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 55 บาทต่อหุ้น จากแนวโน้มกำไรและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ ขณะที่ PTTGC ให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 59 บาทต่อหุ้น จากโอกาสเพิ่มมูลค่าธุรกิจผ่านการร่วมทุนกับ SCC และแนวโน้มผลประกอบการที่ฟื้นตัว ส่วน INSET ให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 6.34 บาทต่อหุ้น จากแนวโน้มกำไรที่คาดทำสถิติสูงสุดใหม่ และมูลค่างานในมือที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Back to top button