โบรกฯ ชู EGCO หุ้น TOP PICK ฟันกำไรยาวถึงปี 60 – P/E ต่ำกลุ่ม


ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ ได้ทำการสำรวจบทวิเคราะห์ของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO หลังแนวโน้มกำไรโตต่อเนื่องถึงปี 60 จากการเริ่มดำเนินงานของโรงไฟฟ้า IPP แห่งใหม่ โบรกฯชูเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่โดดเด่นที่สุด (Top Pick) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้หุ้นยังมี P/E อยู่ที่ 11.35 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มพลังงานและสาธารณูประโภคที่อยู่ที่ 14.53 เท่า

ตารางแสดงคำแนะนำของโบรกเกอร์สำนักต่างๆ

รีด 24

 

โดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัดะบุในบทวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 230.00 บาท หลังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรของ EGCO ปี 59 และ 60 ซึ่งได้แรงหนุนจากกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มดำเนินงานของโรงไฟฟ้า IPP แห่งใหม่ ขณะที่บริษัทมีกำลังการผลิตใหม่ที่จะเริ่มเข้ามาในปี 60 อยู่ที่ 365 เมกะวัตต์ แนวโน้มกำไรที่น่าประทับใจในระยะสั้นและโอกาสการลงทุนระยะยาวช่วยหนุนให้ EGCO เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่โดดเด่นที่สุดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ มูลค่าหุ้นยังคงปรับตัวได้ช้ากว่ากลุ่ม ขณะที่แนวโน้มการเติบโตแซงหน้าอุตสาหกรรมไปแล้ว โดยยังคงชื่นชอบ EGCO ที่สุดในบรรดาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า

แนวโน้มกำไรในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่ง โดยแนวโน้มกำไรปี 59 เติบโต 33% จากปีก่อนซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีกำไรหลักเติบโตแข็งแกร่งที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่ม อย่างไรก็ตาม หากบริษัทประกาศกลยุทธ์การลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นด้วยการเข้าซื้อกิจการหรือการขายโครงการเดิมให้มีผลตอบแทนสูงขึ้น อาจส่งผลให้มีอัพไซต์ต่อประมาณการกำไรปี หากมองในปี 60 การรับรู้กำไรเต็มปีจากโรงไฟฟ้า IPP แห่งใหม่ (โรงไฟฟ้าขนอม 4 กำลังการผลิตที่ 930 เมกะวัตต์ บริษัทถือ 100%) และโครงการใหม่ที่จะเริ่มทยอยเข้ามาตั้งแต่เดือนมิ.ย. 60 น่าจะช่วยหนุนกำไรปี 60 ให้เติบโต 18% จากปีก่อน

ขณะที่แนวโน้มระยะยาวของ EGCO ดูน่าตื่นเต้นเช่นกัน ซึ่ง EGCO มีโครงการใหม่ต่อเนื่องไปจนถึงปี 62 รวม 988  เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นอัพไซต์ 25% ของกำลังการผลิตในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบริษัทยังไม่หยุดค้นหาโครงการเพื่อต่อยอดการเติบโตในอนาคต EGCO กำลังศึกษาโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งคิดเป็นกำลังการผลิตประมาณ 2,867 เมกะวัตต์ หรือ 70% ของกำลังการผลิตในปัจจุบัน เราคาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยหนุนแนวโน้มการเติบโตของบริษัทตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นไป

อีกด้านหนึ่งการพิจารณาชะลอวันกำหนดการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินของกฟผ.ในภาคใต้ส่งผลบวกต่อบริษัท โดยหากการชะลอโรงไฟฟ้าออกไปหนุนให้มีการประมูลโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินอื่นๆมาแทนที่เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงพลังงานของประเทศ โรงงานผลิตไฟฟ้า BLCP ของ EGCO (โรงไฟฟ้าพลังถ่านหินที่กำลังการผลิต 1,342 เมกะวัตต์) พร้อมแล้วสำหรับการขยายตัว

โดยทางโครงการได้รับการรับรองความปลอดภัย EHIA และที่ดินสำหรับการขยายโครงการขนาด 1,000 เมกะวัตต์แล้ว ในขณะที่ทำเลดังกล่าวมีประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จำกัดเนื่องจากอยู่ในนิคมอุตฯ แต่หากการเลื่อนโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินของกฟผ. หนุนให้เกิดการแสวงหาโรงไฟฟ้าในภูมิภาคมาแทนที่ โรงไฟฟ้าขนอม 4 ของ EGCO ที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ที่มีโครงข่ายสายส่งและแหล่งเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการขยายเพิ่มเติมอีก 500 เมกะวัตต์จะเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นได้ ทั้งนี้ทั้งสองโครงการจะส่งผลให้ EGCO มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น คิดเป็นอัพไซต์ 37% เพิ่มเติมจากกำลังการผลิตในปัจจุบัน

 

ขณะเดียวกัน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 220.00 บาท โดยมีมองว่าเป็นหุ้นที่มีความโดดเด่นการเติบโตในระยะสั้น-กลางจากโครงการที่อยู่ในแผน ส่วนในระยะยาว EGCO เป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าไม่กี่รายที่มีโอกาสเพิ่มกำลังการผลิตทั้งในประเทศและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แม้ความน่าสนใจในแง่ความเป็นหุ้นปันผลจะเริ่มลดลง จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสทยอยปรับตัวขึ้นในปี 2560 แต่ EGCO ยังคงความน่าสนใจจากการเติบโตในอนาคต  รวมถึง Valuation ที่ยังถูกกว่าคู่แข่งในกลุ่มทั้ง PER และ PBV เรายังคงเลือก EGCO เป็น Top pick ในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า ราคาเป้าหมายปี 60 เท่ากับ 220 บาท (SOTP) 

ระยะสั้น-กลางเติบโตจากโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างจำนวน 7 โครงการยังคงเป็นไปตามแผนและจะช่วยผลักดันการเติบโตของผลประกอบการในช่วงปี 2560-2563 เติบโตในอัตราเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยปี 2560 จะรับรู้ผลประกอบการจากโรงไฟฟ้าพลังลม (CWF) และโรงไฟฟ้า SPP 3 โครงการ

ทั้งนี้ EGCO อยู่ระหว่างเจรจาก่อสร้างโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ได้แก่ โรงไฟฟ้ากวางจิ โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,320 MW ในประเทศเวียดนาม ร่วมกับกฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล (EGATi) ล่าสุดอยู่ระหว่างการพิจารณาผลการศึกษาของรัฐบาลเวียดนาม คาดจะได้ข้อสรุปในช่วงต้นปี 2560 หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการเจรจาค่าไฟฟ้า และจัดหาเงินกู้ ก่อนเริ่มการก่อสร้าง โดยมีแผนเริ่มจ่ายไฟในปี 2565 โครงการอื่นๆ ได้แก่ โครงการพลังงานน้ำในประเทศลาว 2 โครงการ หากได้ข้อสรุป EGCO จะมีการเติบโตต่อเนื่องหลังปี 2563 ขณะที่ระยะยาวยังได้เปรียบคู่แข่งจากที่มีโรงไฟฟ้ากระจายในหลายประเทศในภูมิภาค

 

นอกจากนี้ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุในบทวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 230.00 บาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ 1) แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/59 แม้อ่อนตัว จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน หนุนจากกำไรของโรงไฟฟ้าขนอมใหม่ (KN4) 2) โอกาสเติบโตได้อีกจากหลายโครงการใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3) โรงไฟฟ้าในประเทศส่วนขยาย หากได้รับอนุมัติโครงการ ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป  โดยความคืบหน้าของโครงการในต่างประเทศทำให้มีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อย หลังมีความคืบหน้าเพิ่มเติมของ 1) โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ในลาว กำลังผลิต 1,280 W ที่คาดว่าก่อสร้างแล้วเสร็จและจะเริ่มผลิตในช่วงต้นปี 62 ซึ่งเร็วกว่าแผน 9 เดือน (กำหนดเดิมใน ต.ค.62) แต่ EGCO จะได้รับผลบวกเล็กน้อย จากการมีสัดส่วนลงทุนอยู่พียง 12.5% ในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ 2) โรงไฟฟ้าถ่านหิน กวางสี ในเวียดนาม คาดจะได้ข้อสรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในช่วงต้นปี 60 ระยะเวลาก่อสร้าง 4-4.5 ปี ในเบื้องต้น คาดการเริ่มผลิตอย่างเร็วที่สุดในปี 63 ขณะที่ 3) โครงการทวาย ในพม่า ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน  

ทั้งนี้ คาดหวังข่าวดีจากโรงไฟฟ้าในประเทศส่วนขยาย: ความล่าช้าของบางโครงการที่อยู่ในแผน PDP 2015 อาจทำให้มีการปรับปรุงแผนดังกล่าว และเป็นโอกาสดีต่อ EGCO ที่มีความพร้อมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทน ทั้งความพร้อมในด้านเชื้อเพลิง พื้นที่ก่อสร้าง ระบบสายส่ง และการยอมรับของชุมชน ซึ่งได้แก่ 1) โรงไฟฟ้า BLCP ส่วนขยาย (1,000 MW) จ.ระยอง 2) โรงไฟฟ้าขนอมส่วนขยายอีก 500 MW ในภาคใต้ 3) โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะ โครงการพลังลม เนื่องจากที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังลม ชัยภูมิ (CWF) ยังมีพื้นที่เหลือรองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้อีก      

โครงการในมือ เป็นไปตามแผน: ความคืบหน้าของโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 7 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นไปตามแผน ยกเว้นโรงไฟฟ้าไซยะบุรี (XPCL) กำลังผลิตรวม 941.10 MWe โดยมีกำหนดแล้วเสร็จและเริ่มผลิตในปี 60-62

ด้านจ่ายปันผลครึ่งปีหลัง คาดบริษัทจ่ายปันผลที่ 3.25 บาท/หุ้น หรือให้ Dividend Yield ราว 1.7% สำหรับ การจ่ายปันผลปีนี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะกลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายลงทุนถึง 2.7 หมื่นล้านบาทในปี 60

 

ด้านราคาหุ้น EGCO ปิดตลาดวานนี้ (24 พ.ย.) อยู่ที่ 192.50 บาท ลบ 2.00 บาท หรือ 1.03% มูลค่าซื้อขาย 69.88 ล้านบาท

Back to top button