เปิด 5 หุ้น SET100 เดือนม.ค.ตัวท็อป! ฟันรีเทิร์นสูงสุด 35% สวนพิษโควิดระลอกใหม่


ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือน ม.ค.64 ว่า แม้ว่าจะเผชิญปัจจัยลบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ทำให้ภาครัฐได้ออกมาตรการ Partial Lockdown และจำกัดการเดินทางข้ามจังหวัดในบางพื้นที่

อย่างไรก็ดี ผลตอบรับเชิงบวกจากผลการชนะเลือกตั้งในสหรัฐทั้งสภาล่างและสภาบนของพรรคเดโมแครต (Blue Wave) และเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น สอดคล้องกับภาพรวมการส่งออกไทยในเดือน ธ.ค.63 ขยายตัวถึง 4.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนและสูงสุดในรอบ 22 เดือน ทำให้ SET Index ปิดในแดนบวก

โดย ณ สิ้นเดือน ม.ค.64 SET Index ปิดที่ 1,466.98 จุด เพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดย MSCI ASEAN Index ปรับลดลง 1.9%

ขณะเดียวเมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรมเทียบกับสิ้นปี 63 พบว่าหลายอุตสาหกรรมปรับตัวดีกว่า SET Index อาทิ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม

จากปัจจัยดังกล่าวทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจราคาหุ้นกลุ่ม SET100 ในเดือนมกราคม 2564 มานำเสนอเพื่อให้เห็นทิศทางราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงสูงสุด 5 อันดับแรกมานำเสนอ โดยเทียบจากราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.63-29 ม.ค.64 ตามตารารางประกอบ

สำหรับอับดับ 1 คือ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ราคาหุ้นเดือนมกราคมปี 2564 ปรับตัวขึ้น 35.22% จากระดับ 39.75 บาท   ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 มาอยู่ที่ระดับ 53.75 บาท ณ วันที่ 29 ม.ค.64 โดยนักลงทุนเข้ามาไล่ซื้อหุ้นเนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการปี 2563 และปี 2564 และโบรกเกอร์แนะนำเข้าลงทุน

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (21 ม.ค.64) แนะนำ ถือ” HANA ราคาเป้าหมาย 54.75 บาท/หุ้นโดยคาดว่า Core profit ไตรมาส 4/63 ลดลง 33% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน, ลดลง 25% จากไตรมาสก่อน เป็น 275 ล้านบาท เพราะอัตรากำไรขั้นต้นอ่อนลงจากค่าเงินบาทแข็ง โดยคาดไว้ที่ 10% จาก 13.2% ในไตรมาส 4/62 และ 11.9% ในไตรมาส 3/63 และมีขาดทุนสต็อก อย่างไรก็ดี มีตัวช่วยคือ กำไร FX 180 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิบรรทัดสุดท้ายเป็น 455 ล้านบาท (ลดลง 11% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน, เพิ่มขึ้น 42% จากไตรมาสก่อน)

ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 1.5% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7.4% จากไตรมา เป็น 165 ล้าน US$ ซึ่งดีขึ้นมากจากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 ที่หดตัวเกือบ 10% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน การฟื้นตัวมาจากอุปสงค์จากลุ่มสมาร์ทโฟนสูงขึ้นหลังเปิดตัว 5G และความต้องการซื้อจากกลุ่มยานยนต์ดีขึ้น

สำหรับแนวโน้มไปได้ดี โดยเฉพาะในครึ่งแรกของปี 2564 โดยอุปสงค์จากกลุ่มสมาร์ทโฟนและยานยนต์ยังแข็งแกร่งต่อ เพราะอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงของการเพิ่มสต็อกหลังมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเมื่อมีวัคซีนโควิด บริษัทกลับมาสั่งซื้ออุปกรณ์เพื่อขยายธุรกิจอีกครั้ง

ส่วนระบบโลจิสติกส์ตึงตัวแต่อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ การตึงตัวเป็นผลจากอุปสงค์ฟื้นตัว แต่ท่าเรือหลายแห่งทั่วโลกยังควบคุมเรื่องการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างไรก็ดี HANA มีแผนรับมือด้วยการเพิ่ม Lead time ให้ยาวขึ้นเพื่อให้บริษัทขนส่งสามารถส่งสินค้าได้ตรงเวลา ทั้งนี้สินค้าเซมิคอนดัคเตอร์ 90% ของบริษัทขนส่งทางอากาศ และสินค้าไมโครอิเลคทรอนิกส์ราว 70% ขนส่งทางเรือ และ 10% ขนส่งทางบก

อย่างไรก็ดี แนะนำถือ ให้ราคาพื้นฐานใหม่ 54.75 บาท อิงกับ P/E ปี 64 ที่ 20 เท่า (+2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) ความเสี่ยงหลัก คือ การแข็งค่าของเงินบาท ที่จะฉุดรายได้และอัตรากำไรรูปบาท ประเมินว่า Core profit ในครึ่งแรกของปี 2564 มีโอกาสอ่อนลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะเติบโตได้ในครึ่งหลังของปี 2564 แล้วทั้งปีจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 17%

อันดับ 2 บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)  หรือ RS ราคาหุ้นเดือนมกราคมปี 2564 ปรับตัวขึ้น 32.95% จากระดับ 17.30 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 มาอยู่ที่ระดับ 23.00 บาท ณ วันที่ 29 ม.ค.64 ราคาหุ้นสดใสมาจากแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2563 โตเด่น และแผนธุรกิจปี 2564 ที่โดดเด่นทำโบรกเกอร์แนะนำเข้าลงทุน

บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า  RS* (เป้าพื้นฐาน 28.8 บาท)ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินกำไรปี 2564 โต +44% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก i) การขยายกลุ่มสินค้าใหม่ๆที่จะขาย ii) กำไรที่จะเพิ่มจากการลงทุนในธุรกิจใหม่ บริหารสินทรัพย์-สินเชื่อรายย่อย (คาดกำไรจากธุรกิจใหม่นี้ราว 77 ล้านบาทในปี 2564 คิดเป็น  9% ของประมาณการฯกำไรปี 2564) iii) ลุ้นการซื้อธุรกิจเพิ่มเติมอีกภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็น Upside ของประมาณการฯปีนี้ 3) PE ปี 2564 = 25.5 เท่า ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มค้าปลีกที่ +30 เท่า

บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์ว่า   Commerce & Beverage: คำแนะนำ “Overweight”  มีมุมมองเป็นบวกจากการประชุม เราคาดว่าจะเริ่มเห็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชงในช่วง 2H21E สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปลดล็อคกัญชง มีดังนี้

( + ) Plantation and Refinery กลุ่มต้นน้ำ และกลางน้ำ

คาดเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์กลุ่มแรกโดยเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ปลูก,สกัด CBD หรือกลุ่มผู้ประกอบการที่มีเครื่องหีบน้ำมันกัญชง ได้แก่ RBF (ซื้อ/Under Review), DOD, STA (ซื้อ/เป้า 41.00 บาท), IP (Under Review)

( + ) Manufacturer (Beverage, Food supplement, Cosmetic) กลุ่มปลายน้ำ

สำหรับกลุ่มปลายน้ำที่นำสารสกัดจากกัญชงใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่

-กลุ่มเครื่องสำอาง ได้แก่ DDD, BEAUTY, KAMART คาดเป็นกลุ่มแรกที่ออกผลิตภัณฑ์

-กลุ่มสปา ได้แก่ SPA

-กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม: CBG (ซื้อ/เป้า 181 บาท), OSP (ซื้อ/เป้า 54 บาท), TACC (ซื้อ/เป้า 8.30 บาท) SAPPE, MALEE, ICHI, PTG, GLOCON คาดว่าการออกผลิตภัณฑ์จะช้ากว่ากลุ่มใช้ภายนอก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อรับประทานต้องคำนึงถึงความปลอดภัย

-กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ได้แก่ RS (ซื้อ/เป้า 27.00 บาท), JKN (ซื้อ/เป้า 12.50 บาท), MEGA (ซื้อ/เป้า 49.00 บาท), IP (Under Review)

อันดับ 3 บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ราคาหุ้นเดือนมกราคมปี 2564 ปรับตัวขึ้น 32.53% จากระดับ 41.50 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 มาอยู่ที่ระดับ 55.00 บาท ณ วันที่ 29 ม.ค.64

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า KCE กำไรไตรมาส 4/2563 และปี 64 โดดเด่น คาดกำไรหลักไตรมาส 4/2563 เป็น 390 ล้านบาท โตแกร่ง +83% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ +117% เทียบไตรมาสก่อนหน้า เพราะการเติบโตของรายได้สูงและอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่ม แนวโน้มระยะกลาง-ยาวยังไปได้ดี จากอุปสงค์ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ในรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ในปี 64 คาดว่า KCE จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม โดยเราประมาณการไว้ที่ +72% และคาดว่าจะขยายตัวต่อ +22% ในปี 65 ให้ราคาพื้นฐาน 62 บาท ด้วย PEG 0.5 เท่า

อันดับ 4 คือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ราคาหุ้นเดือนมกราคมปี 2564 ปรับตัวขึ้น 31.98% จากระดับ 49.25 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 มาอยู่ที่ระดับ 65.00 บาท ณ วันที่ 29 ม.ค.64 โดยปัจจัยหนุนส่วนใหญ่มาจากแผนธุรกิจที่โดดเด่นในปี 2564 และธุรกิจได้รับผลกระทบจำกัดจากการแพร่ระบาดโควิด-19 อีกทั้งนักวิเคราะห์แนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมายสูง

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) เปิดเผยว่า ในปี 64 บริษัทคาดมีรายได้เติบโต 20-30% มาจากการเติบโตจากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะมีความสำคัญต่อบริษัทค่อนข้างมาก โดยคาดจะมีสัดส่วนของธุรกิจ EV เพิ่มขึ้นเป็น 20-30% จากปีนี้มีรายได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และไม่มีโครงการใหม่ออกมา

สำหรับธุรกิจ EV ได้แก่ แบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า โดยคาดว่าจะสามารถผลิตรถ EV เฟสแรกในไตรมาส 1/64

ส่วนเรือไฟฟ้าส่งมอบให้บริษัท อี สมาร์ท ทรานสปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จะเริ่มให้บริการ 3 ลำ และทยอยรับมอบให้ครบ 27 ลำในช่วงปลายไตรมาส 1/64 ถึงต้นไตรมาส 2/64 , รถเมล์ไฟฟ้า ขสมก.จำนวน 2,500 คันที่บริษัทจะเป็นซัพพลายเออร์ และรถแท็กซี่ไฟฟ้า จำนวน 5,000 คัน เลื่อนการส่งมอบหลังจากเกิดระบาดโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป บริษัทจึงปรับมาเป็นรถขนส่งสินค้า หรือรถรับส่งพนักงาน และรถโดยสารข้ามจังหวัดเส้นทางระยะสั้น

บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” EA ราคาเป้าหมาย 71 บาท/หุ้น คาดกำไรไตรมาส 4/63 กลับมาฟื้นตัวเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน จากปัจจัยฤดูกาลที่ลมแรงและแสงแดดที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ได้ปรับโครงสร้างการลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ผ่าน บจ. อีเอ โมบิลิตี โฮลดิง (EMH) โดยล่าสุดมีทุนจดทะเบียนสูงถึง 3.3 พันล้านบาท สะท้อนถึงโอกาสการลงทุนที่มีอีกมากทั้งเรือไฟฟ้า,รถบัสไฟฟ้า,รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรในปีนี้ ทั้งนี้คาดโรงงานแบตเตอรี่ผ่าน AMITA ก่อสร้างเสร็จปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนรายได้และกำไรเต็มที่ในปีหน้า

อันดับ 5 บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF ราคาหุ้นเดือนมกราคมปี 2564 ปรับตัวขึ้น 27.96% จากระดับ 9.30 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 มาอยู่ที่ระดับ 11.90 บาท ณ วันที่ 29 ม.ค.64

บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” RBF ราคาเป้าหมาย 11.10 บาท/หุ้น คาด RBF จะสามารถทำกำไรสุทธิไตรมาส 4/63 ได้ราว 131 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบจากปีก่อน ด้วยปัจจัยอย่างการเพิ่มกำลังการผลิตในต่างประเทศ การเติบโตของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มภายในประเทศ และอัตราค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อยอดขายที่ต่ำลง

อย่างไรก็ดี คาดกำไรลดลง 7% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน เนื่องจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ลดลง ในหมวดสารปรุงแต่งรสและกลิ่น คาด EPS จะเพิ่มขึ้น 13.5% ในช่วงปี 2564 และ 11.4% ในช่วงปี 2565 จาก 1) การเพิ่มกำลังการผลิตในเวียดนาม และการเข้าสู่เฟส 2 ของโครงการขยายกำลังการผลิตเกล็ดขนมปังในอินโดนีเซียในช่วงกลางปี 2565 2) นวัตกรรมอาหารรูปแบบใหม่ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช/ไร้กลูเตน/คาร์โบไฮเดรตต่ำ, อาหารเสริม และการผลิตรสชาติแบบพิเศษ

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

Back to top button