SPCG นำโด่งหุ้นไฟฟ้า “ปันผลแจ่ม” รีเทิร์นสูง 6%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทยอยประกาศผลการดำเนินงวดไตรมาส 4 และงวดปี 2563 กันอย่างคึกคัก นอกจากนี้บางบริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผลและเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล) โดยวันนี้ทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการคัดเลือกหลักทรัพย์จดทะเบียนในกลุ่ม “พลังงานและสาธารณูปโภค” ที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล หรือ Dividend Yield (ดิวิเดนท์ ยีลด์) สูง มานำเสนอ เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนในภาวะตลาดหุ้นผันผวนและขาดปัจจัยบวกสนับสนุน

โดยหลักทรัพย์ที่เลือกมานำเสนอ 10 หลักทรัพย์ อาทิ บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE, บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG, บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP, บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG, บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP รวมถึง บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP เป็นต้น

โดยจากตารางด้านบน จะเห็นว่าบริษัทที่มีอัตราเงินปันผลสูงสุด (ยีลด์) ได้แก่ TPIPP, WHAUP, SPCG, TSE และ RATCH

ทั้งนี้ หากลองมาดูที่ SPCG ในอันดับ 3 ซึ่งถือเป็นหุ้นที่น่าสนใจ เนื่องจากการสำรวจข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี พบว่า SPCG มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนสูงเกินระดับ 5% โดยในปี 60 อยู่ที่ระดับ 5.02%, ปี 61 อยู่ที่ระดับ 6.21%, ปี 62 อยู่ที่ระดับ 6.12%, ปี 63 อยู่ที่ระดับ 6.07% และปี 64 (คาดการณ์) อยู่ที่ระดับ 6.10%

ซึ่งบริษัทสามารถให้อัตราส่วนเงินปันผลในระดับสูงถึง 6% เช่นนี้ต่อเนื่องติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว

จากการประกาศผลดำเนินงานของ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) และ บริษัทได้แจ้งผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อย สิ้นสุด  ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ จำนวน 3,062.4 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น เท่ากับ 2.80 บาท เติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งมีกำไรสุทธิ จำนวน 3,011.3  ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 51.1 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 2

ด้วยปัจจัยดังกล่าว ที่บริษัทสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานและการเงิน ประกอบกับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานประจำปี 2563 ในอัตราหุ้นละ 1.20 บาท ซึงได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2563 ในอัตราหุ้นละ 0.55 บาท คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายในงวดนี้ อัตราหุ้นละ 0.65 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 686,263,500 บาท (หกร้อยแปดสิบหกล้านสองแสนหกหมื่นสามพันห้าร้อยบาทถ้วน)

 

อนึ่ง การขึ้นเครื่องหมาย XD หมายความว่านักลงทุนที่ซื้อหุ้นในวันนี้จะไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล ดังนั้นการที่นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นที่ติดเครื่องหมาย XD ในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD อาจทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนน้อย และการขึ้นเครื่องหมาย XD จะกระทบต่อราคาหุ้นในทางลบ ซึ่งหลังจากวันขึ้นเครื่องหมาย XD ราคาหุ้นมักปรับตัวลงด้วยจำนวนเงินที่จ่ายปันผล

*สำหรับ อัตราผลตอบแทนเงินปันผล หรือ Dividend Yield ให้วิธีคำนวณจากเงินปันผลหารด้วยราคาปิดล่าสุดคูณร้อย

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ การตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

Back to top button