“เคจีไอ” เคาะเป้า JMT ใหม่ 58 บ. การันตีกำไรปี 64-65 โตเกิน 35%


บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินเกี่ยวกับ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT โดยขยับไปใช้ราคาเหมาะสมอ้างอิงผลดำเนินงานปี 2565

ทั้งนี้ JMT ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ 3.5 พันล้านบาท ในปี 2563 ต่ำกว่าแผนที่วางไว้ที่ 6 พันล้านบาท แต่บริษัทตั้งเป้าจะเร่งซื้อสินทรัพย์เพิ่มอีกประมาณ 6 พันล้านบาทในปี 2564 โดยสินทรัพย์ที่ซื้อเข้ามาในปีที่แล้วส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อปลอดหลักประกันที่ราคาประมาณ 11% ของมูลค่า face value (เท่ากับเมื่อสองปีที่ผ่านมา) โดยบริษัทบอกว่าสินทรัพย์ที่ซื้อเข้ามาในปี 2563 มีคุณภาพสูง และคาดว่า margin จากทรัพย์สินที่ซื้อเข้ามาจะสูงกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม จากสถิติการดำเนินงาน อัตรากำไรขั้นต้นของ JMT เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 57% ในปี 2562 เป็น 67% ในปี 2563 และคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 70% ในปี 2564-65

ขณะเดียวกัน ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ 2.5 พันล้านบาท /3.3 พันล้านบาท /3.5 พันล้านบาท ในปี 2561/62/63 ทำให้พอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น 13%/13%/18% ตามลำดับ

ทั้งนี้ จากแผนที่จะรุกซื้อสินทรัพย์เพิ่มในปีนี้ คาดว่าพอร์ตของบริษัทจะโตประมาณ 25% ภายในสิ้นปีนี้ และจะทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตราการเติบโตของยอดติดตามเงินสดเอาไว้ได้

นอกจากนี้ ในฐานะที่บริษัทมีความชำนาญในการติดตามหนี้ปลอดหลักประกัน และมีพอร์ตหนี้เสียที่ตัดต้นทุนเงินลงทุนหมดแล้วใหญ่ขึ้นก็จะทำให้บริษัทสามารถรักษามาร์จิ้นได้ที่ระดับสูง โดยใช้สมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นปี 2564/65 ที่ 70%/68% นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ดึงให้สัดส่วนคชข.ดำเนินงาน/รายได้ลดลงจาก 15.6% ในปี 2562 เหลือ 13.8% ในปี 2563 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 13%/12.5% ในปี 2564/65

พร้อมกันนี้ JMT ใช้กระแสเงินสดภายในบริษัทจากการติดตามหนี้เพื่อใช้ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทำให้สัดส่วน D/E ลดลงเหลือ 1.3 เท่า ในปี 2563 (จาก 1.7 เท่า ในปี 2562) ทั้งนี้ JMT-W2 กำหนดใช้สิทธิ์แปลงสภาพในเดือนสิงหาคม 2564 และ JMT-W3 กำหนดใช้สิทธิ์ได้ในปี 2565 ซึ่งจะทำให้มีกระแสเงินสดเพิ่มเข้ามาในบริษัท 2 พันล้านบาท /4.2 พันล้านบาทในปี 2564/65 ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้เพิ่มขึ้น หรือขยายธุรกิจอื่นเพื่อเพิ่ม ROE ในอนาคต

ทั้งนี้ ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 เอาไว้เท่าเดิม แต่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ขึ้นอีก 4% เพื่อสะท้อน SG&A ที่ลดลงจาก 13% เป็น 12.5% ดังนั้น จึงคาดว่ากำไรสุทธิจะโต 37%/35% ในปี 2564/65 ซึ่งเมื่อใช้ P/E ที่ 35 เท่า กับ fully diluted EPS ปี 2565 ทำให้เราได้ราคาเป้าหมายใหม่ปี 2565 ที่ 58 บาท และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”

Back to top button