MINT มองผลงานครึ่งหลังปี 64 เริ่มฟื้น รับหลายปท.เร่งฉีดวัคซีน กระตุ้นท่องเที่ยวขยายตัว


บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/64 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.2564 ดังนี้

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวขาดทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรายได้จากการดำเนินงาน 12,499 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  โดยผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมภายใต้สัญญารับจ้างบริหารจัดการห้องชุดและยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายที่แข็งแกร่งในไตรมาสนี้ไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่ชะลอตัวของธุรกิจอื่นๆ ของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโรงแรมได้เต็มจำนวน เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 ที่สองเดือนแรกยังคงเป็นฐานของผลการดำเนินงานปกติก่อนการระบาดของโรค COVID-19

อย่างไรก็ตามมองแนวโน้มในอนาคตว่า สถานการณ์ในระยะสั้นยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ระลอกใหม่ และการขยายระยะเวลาของข้อจำกัดในการเดินทางในหลายภูมิภาคทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์จะมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทยังคงมั่นใจในแนวโน้มทางธุรกิจในระยะยาว และจะยังคงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของธุรกิจต่อไป ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังปี 2564 และจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตลอดปี2565

ส่วนแนวโน้มในอนาคตของไมเนอร์โฮเทลส์นั้น อัตราการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมจะขึ้นอยู่กับอัตราการกระจายวัคซีน COVID-19 ทั้งภายในประเทศและทั่วโลกเป็นสำคัญเนื่องจากการฉีดวัคซีนจะช่วยให้กิจกรรมทางกรรมทางเศรษฐกจิ สามารถกลับมาดำเนินต่อ และประเทศต่างๆ สามารถกลับมาเปิดพรมแดนได้อีกครั้ง

โดยในทวีปยุโรป อัตราการกระจายวัคซีนจะเร็วขึ้นในไตรมาส 2/2564 จากการส่งมอบวัคซีน โดยร้อยละ 70 ของผู้ใหญ่ในทวีปยุโรปจะได้รับการฉีดวัคซีนภายในสิ้นเดือนกันยายน ส่วนข้อจำกัดทางด้านการเดินทางจะเริ่มผ่อนคลายลงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน ส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกรงในช่วงครึ่งหลังปี 2564นอกจากนี้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ จะยังคงให้การสนับสนุนธุรกิจของภาคเอกชนผ่านมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อไป

ส่วนธุรกิจโรงแรมในประเทศออสเตรเลียจะยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยการเดินทางภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 85 ของธุรกิจบริหารจัดการห้องชุดของไมเนอร์โฮเทลส์จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะไม่มีพรมแดนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปจนถึงปี 2565 อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจากประเทศนิวซีแลนด์มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการจับคู่ด้านการท่องเที่ยว (Travel Bubble) ระหว่างสองประเทศตั้งแต่เดือนเมษายน 2564

ขณะที่ในประเทศไทย แม้จะเกิดการระบาดของโรค COVID-19 ระลอกที่สาม ซึ่งส่งผลทำให้มีการจำกัดการเดินทางเพิ่มขึ้น แต่การท่องเที่ยวภายในประเทศธุรกิจสถานที่กักกันทางเลือก (Alternative State Quarantine) และธุรกิจสถานพยาบาลผู้ป่ วยเฉพาะกิจ (Hospitel) ซึ่งร่วมมือกับโรงพยาบาลในพื้นที่จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของรายได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การเปิดประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นที่เกาะภูเก็ต จะเปิดโอกาสให้มีการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในระยะยาว

ด้านประเทศมัลดีฟส์ยังคงมีแนวโน้มที่ดีด้วยแนวคิดหนึ่งเกาะหนึ่งรีสอร์ทและการไม่มีนโยบายกักตัวนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ รัฐบาลของประเทศมัลดีฟส์ได้เปิดตัวแคมเปญการท่องเที่ยว “3V” สำหรับเข้าการประเทศ, ฉีดวัคซีน และท่องเที่ยว (Visit, Vaccinate, Vacation) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการ เร่งการฟื้ นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศมัลดีฟส์

Back to top button